เจตนารมณ์รากฐานของความศรัทธาและการปฏิบัติศรัทธาของเราก็เพื่อบรรลุสภาพชีวิตพุทธะ
ด้วยการยึดถือศรัทธาต่อโงะฮนซนและพากเพียรในการปฏิบัติศรัทธาด้วยความจริงใจเพื่อตนเองและผู้อื่น ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้สภาพชีวิตพุทธะปรากฏเป็นจริงออกมาได้ในชีวิตชาตินี้ นี่คือหลักธรรมเรื่อง “การบรรลุพุทธภาวะในชั่วชีวิตนี้”
“การปฏิบัติเพื่อตนเอง” หมายถึง การลงมือปฏิบัติศรัทธาเพื่อบุญกุศลของตนเอง
ส่วน “การปฏิบัติเพื่อผู้อื่น” หมายถึงการสอนหรือแนะนำผู้อื่นให้ปฏิบัติศรัทธาเพื่อที่จะสามารถได้รับบุญกุศลเช่นเดียวกับตนเอง
กล่าวโดยเจาะจง “การปฏิบัติเพื่อตนเองและผู้อื่น” คือการทำวัตรและการสวดไดโมขุหรือนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว พร้อมทั้งออกไปพูดคุยกับผู้อื่นเกี่ยวกับพุทธธรรม โดยสอนและให้คำแนะนำ และนี่คือ การเผยแผ่ธรรมมหัศจรรย์ (คำอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ในบทที่ 3)
พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนว่า “หากผู้ปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตรบำเพ็ญเพียรตามคำสอนของพระพุทธะแล้ว ก็จะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้ในชั่วชีวิตนี้อย่างแน่นอนโดยไม่มียกเว้นแม้แต่คนเดียว ดุจเดียวกับ หากปลูกข้าวลงนา ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนแล้ว ไม่ว่าเวลาของการปลูกจะเร็วหรือช้า ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ภายใน 1 ปี อย่างแน่นอน” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 2 หน้า 88)
การบรรลุพุทธภาวะหรือการเป็นพระพุทธะ มิได้หมายถึง การกลายเป็นมนุษย์พิเศษที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงไปจากตัวเราที่เป็นอยู่ในขณะนี้แต่ประการใด และมิได้หมายถึงการไปเกิดใหม่ในดินแดนบริสุ่ทธิ์ที่อยู่ห่างไกลจากโลกมนุษย์นี้ในชีวิตชาติหน้า
พระนิชิเร็นอธิบายความหมายของคำว่า “บรรลุ” ของการบรรลุพุทธภาวะไว้ดังนี้ “บรรลุ” หมายถึง เปิดหรือเปิดเผย” (บันทึกคำสอนปากเปล่า ฉบับภาษาอังกฤษ หน้า 126) ดังนั้น การบรรลุพุทธภาวะ จึงหมายถึง การเปิดโลกพุทธะที่อยู่ภายในชีวิตของเราให้ปรากฏออกมา
ในฐานะที่เป็นปุถุชน เราสามารถทำให้สภาพชีวิตที่รู้แจ้งนี้ปรากฏออกมาตามสภาพที่เป็นอยู่ นี่เป็นคำสอนที่อยู่ในหลักธรรมเรื่อง “การบรรลุพุทธภาวะของปุถุชน” และ “การบรรลุพุทธภาวะในกายนี้”
การบรรลุพุทธภาวะ มิได้หมายถึงการไปยังโลกอื่น แต่หมายถึง การก่อตั้งสภาพชีวิตที่มีความสุขสัมบูรณ์และไม่มีสิ่งใดมาทำลายได้ ในขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง
พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “ซากุระ บ๊วย ท้อง สาลี่นั้น แต่ละชนิดสามารถเปิดให้เห็นสามกาย (ของพระพุทธะ) ที่ไม่มีการตกแต่งได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวตนที่แท้จริง” (บันทึกคำสอนปากเปล่า ฉบับภาษาอังกฤษ หน้า 200)
ดังที่ข้อความธรรมนิพนธ์นี้ได้กล่าวไว้ การบรรลุพุทธภาวะ หมายถึง การดำเนินชีวิตในลักษณะที่เราสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากคุณสมบัติเฉพาะตัวของเราที่มีพร้อมอยู่แต่ดั้งเดิมในชีวิตและพัฒนาศักยภาพของเราให้ดีที่สุดได้
กล่าวคือ เมื่อบรรลุพุทธภาวะ ชีวิตของเราก็จะมีความสะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งจะทำให้เราสามารถแสดงการทำงานของชีวิตที่มีพร้อมอยู่ภายในออกมาได้อย่างเต็มที่ เราจึงสามารถพัฒนาสภาพชีวิตของตนเองให้เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวไปกับความยากลำบากใด ๆ
การบรรลุพุทธภาวะ จึงไม่ใช่ความสำเร็จที่เป็นเป้าหมายสุดท้าย แต่การบรรลุพุทธภาวะ หมายถึง การต่อสู้ไม่หยุดหย่อน โดยมีความศรัทธาต่อธรรมมหัศจรรย์เป็นพื้นฐาน เพื่อกำจัดความชั่วและสร้างความดี ผู้ที่พากเพียรเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย คือ พระพุทธะ
คำว่า “ปุถุชน” หรือ “คนธรรมดาทั่วไป” มักปรากฏอยู่ในพระสูตรและคัมภีร์ทางพุทธศาสนา บ่งบอกถึงผู้ที่ยังไม่รู้แจ้ง สัทธรรมปุณฑริกสูตรสอนว่า ปุถุชนมีพร้อมสภาพชีวิตพุทธอยู่แล้วภายในชีวิตและสอนว่าพวกเขาสามารถทำให้สภาพชีวิตพุทธะปรากฏออกมา นั่นก็คือ พวกเราปุถุชนสามารถที่จะแสดงสภาพชีวิตอันสูงส่งที่มีอยู่ภายในชีวิตออกมา
ดังมีข้อความที่กล่าวว่า “ปุถุชน คือ ชีวิตที่สูงส่งที่สุด” (บันทึกคำสอนปากเปล่า) ฉบับภาษาอังกฤษ หน้า 22) และ “ปุถุชน คือ พระพุทธะ” (ธรรมนิพนธ์เรื่องการเนรเทศไปที่อิสึ ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 36)
การบรรลุพุทธภาวะ คือ กระบวนการที่สภาพชีวิตพุทธะซึ่งมีอยู่แต่ดั้งเดิมภายในชีวิตของผู้คนทั้งหลายปรากฏออกมา (โลกพุทธะที่มีอยู่ภายในชีวิต) ดังนั้น พระพุทธะจึงมิใช่มนุษย์พิเศษที่แยกออกไปต่างหากหรือมีความแตกต่างนอกเหนือจากความเป็นมนุษย์
พระนิชิเร็นไดโชนินสอนว่า การบรรลุพุทธภาวะ คือ การเปิด และแสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่สูงสุด ซึ่ง คือ โลกพุทธะที่มีอยู่ในชีวิตของเราที่เป็นมนุษย์ปุถุชน นี่เรียกว่า “การบรรลุพุทธภาวะในกายนี้” ซึ่งหมายความว่า ประชาชนสามารถบรรลุสภาพชีวิตพุทธะตามที่เป็นอยู่ โดยไม่ต้องไปเกิดใหม่และเปลี่ยนร่างที่เป็นปุถุชนในเวลานี้
แม้พระสูตรมหายานอื่น ๆ ยกเว้นสัทธรรมปุณฑริกสูตร จะสอนถึงการบรรลุพุทธภาวะก็ตาม แต่พระสูตรเหล่านั้นล้วนกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างน้อย 2 ข้อ
คือ ต้องไม่เป็นบุคคลในกลุ่มที่เชื่อกันว่าไม่สามารถที่จะบรรลุพุทธภาวะ ได้แก่ ทวิยาน (สาวกและปัจเจก) คนชั่ว และสตรี
เชื่อกันว่าลูกศิษย์ที่เป็นทวิายานไม่สามารถบรรลุสภาพชีวิตที่สูงส่งของโลกพุทธะ จึงพอใจแต่เพียงการแสวงหาการบรรลุขัี้นอรหันต์ ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของการรู้แจ้งในคำสอนสำหรับลูกศิษย์ที่เป็นสาวก ลูกศิษย์กลุ่มนี้มุ่งหมายที่จะชำระร่างกายและจิตใจเพื่อให้บรรลุถึงขั้นนี้ ซึ่งเป็นขั้นที่กิเลสถูกขจัดจนหมดสิ้น เป็นการยุติวัฎจักรของการเกิดใหม่ในโลกนี้ พระสูตรมหายานหลายพระสูตรจึงประณามลูกศิษย์กลุ่มนี้อย่างรุนแรง ว่าไม่สามารถที่จะบรรลุพุทธภาวะได้
พระสูตรมหายานเหล่านี้ยังสอนด้วยว่า คนชั่วต้องไปเกิดใหม่เป็นคนดี และ
สตรีต้องไปเกิดใหม่เป็นบุรุษเสียก่อน จึงจะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้ นั่นคือ ทั้งคนชั่วและสตรีถูกกำหนดไว้ว่าไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะได้ในลักษณะที่เป็นอยู่ แม้พระสูตรเหล่านี้่จะสอนถึงความเป็นไปได้ในการบรรลุพุทธภาวะก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้อยคนนักที่จะทำเช่นนั้นได้
คือ ต้องเป็นผู้ที่มีการบำเพ็ญเพียรอยู่ในวัฏจักรแห่งการเกิดตายครั้งแล้วครั้งเล่า (หรือที่เรียกว่า “กัปแห่งการบำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วน”) เพื่อที่จะหลุดพ้นจากสภาพชีวิตของปุถุชนที่่ยังไม่รู้แจ้งและบรรลุสภาพชีวิตพุทธะ
ตรงกันข้าม สัทธรรมปุณฑริกสูตรเทศนาว่า การบรรลุพุทธภาวะ มิใช่การกลายเป็นผู้วิเศษหรือเหนือมนุษย์ แต่เทศนาว่า แต่ละคนสามารถเปิดสภาพชีวิตโลกพุทธะที่มีอยู่ภายในตัวเองออกมาตามสภาพที่เป็นอยู่
พระนิชิเร็นไดโชนินยังได้ให้ความกระจ่างเพิ่มเติมอีกว่า ธรรมะรากฐานที่ทำให้พระพุทธะทั้งหลายรู้แจ้ง คือ นัมเมียวโฮฌร็งเงเคียว ท่านยังได้แสดงสภาพชีวิตที่รู้แจ้งของท่าน ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมะรากฐานนั้นในรูปของโงะฮนซนหรือสิ่งสักการบูชาแห่งนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว
ไม่ว่าใครก็สามารถเปิดโลกพุทธะที่มีพร้อมอยู่ในชีวิต ด้วยการยึดถือศรัทธาต่อโงะฮนซนแห่งนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว
พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนว่า “หากรับและเชื่อสิ่งสักการบูชานี้และสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวแล้ว ชีวิตของเราเองก็จะเป็นสิ่งสักการบูชาแห่งหนึ่งขณะจิตสามพัน เราก็คือพระนิชิเร็นไดโชนินผู้เป็นศาสดา” (”อรรถกถาของพระนิชิเร็นไดโชนิน”)
ด้วยการเชื่อต่อโงะฮนซนและทุ่มเทตนเองในการศรัทธาและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล เราย่อมสามารถทำให้ชีวิตที่เป็นปุถุชนแสดงสภาพชีวิตพุทธะ เฉกเช่นเดียวกับพระนิชิเร็นไดโชนิน
นี่ยังเป็นความหมายของหลักธรรมเรื่อง “การบรรลุพุทธภาวะในกายนี้” และ “การบรรลุพุทธภาวะในชั่วชีวิตนี้” อีกด้วย
*(หมายเหตุ : พระนิชิคันโชนิน (ค.ศ. 1665-1726) สงฆ์ผู้คงแก่เรียน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในสมัยเอโดะของประเทศญี่ปุ่น (ค.ศ. 1603-1868) ท่านเป็นผู้ที่เริ่มต้นให้ความสำคัญและจัดระบบหลักธรรมต่าง ๆ ของพระนิชิเร็นไดโชนิน ตามที่พระนิกโคโชนิน ลูกศิษย์และผู้สืบทอดโดยตรงของพระนิชิเร็นไดโชนินได้รับลการส่งมองและสืบทอดมา)*
อาจารย์โจเซอิ โทดะ ประธานสมาคมโซคา ท่านที่ 2 (ค.ศ. 1900-1958) สอนว่า
ความสุขมี 2 ชนิด คือ ความสุขสัมพัทธ์กับความสุขสัมบูรณ์ ความสุขสัมพัทธ์ หมายถึง ความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อความต้องการทางด้านวัตถุและความปรารถนาของเราเองบรรลุเป้าหมายเป็นที่พอใจ แต่ความปรารถนาของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด แม้ช่วงเวลาหนึ่งอาจมีความรู้สึกสมปรารถนา แต่ความรู้สึกนั้นก็ไม่คงอยู่ตลอดไป เนื่องจากความสุขเช่นนี้เป็นความสุขที่ต้องขึ้นกับสภาพการณ์ภายนอก หากสภาพการณ์เหล่านั้นเปลี่ยนหรือไม่มีอยู่อีกต่อไป ก็จะทำให้ความสุขหมดไปด้วย จึงเรียกความสุขนี้ว่า ความสุขสัมพัทธ์ เพราะเป็นความสุขที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเท่านั้น
ตรงกันข้าม ความสุขสัมบูรณ์ คือ สภาพชีวิตที่ลำพังเพียงแค่การมีชีวิตอยู่ ก็คือบ่อเกิดแห่งความสุขและความปิติยินดีแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรืออยู่ในสภาพการณ์เช่นไรก็ตาม เป็นการกล่าวถึงสภาพชีวิตที่ความสุขพรั่งพรูออกมาจากภายในชีวิต เนื่องจากเป็นความสุขที่มิต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภายนอก จึงเรียกว่าความสุขสัมบูรณ์ การบรรลุพุทธภาวะ หมายถึงการก่อตั้งสภาพชีวิตแห่งความสุขสัมบูรณ์นี้
การดำเนินชีวิตท่ามกลางความเป็นจริงในโลกนี้ เราไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาและความยากลำบากต่าง ๆ นานา อุปมาดังคนที่เข้มแข็งและร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ย่อมสามารถปีนภูเขาได้อย่างง่ายดายแม้ในขณะที่กำลังแบกของหนัก ผู้ที่ได้ก่อตั้งสภาพความสุขสัมบูรณ์ไว้แล้วภายในชีวิตจะสามารถนำปัญหาหรือความทุกข์ต่าง ๆ ที่เผชิญ มาเป็นแรงกระตุ้นในการนำเอาพลังชีวิตที่เข้มแข็งออกมาใช้่ฟันฝ่าความทุกข์ยากโดยสงบ สำหรับนักปีนเขาที่แข็งแรง ยิ่งภูเขามีความสูงชันและต้องใช้ความสามารถในการปีนมากเพียงใด ก็ยิ่งทำให้นักปีนเขามีความสุขมากขึ้นเพียงนั้น เมื่อพวกเขาเอาชนะความท้าทายในแต่ละระดับบนเส้นทางขึ้นสู่ยอดเขา ในทำนองเดียวกัน สำหรับผู้ที่ได้สั่งสมพลังชีวิตและปัญญาในการเอาชนะความยากลำบากต่าง ๆ ด้วยการปฏิบัติศรัทธาแล้ว โลกแห่งความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากและความท้าทายต่าง ๆ ก็ คือ สถานที่เพื่อการสร้างคุณค่าที่เพียบพร้อมไปด้วยความพึงพอใจและสมปรารถนา
นอกจากนี้ ขณะที่ความสุขสัมพัทธ์ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกจะหายไปเมื่อเราเสียชีวิต แต่ความสุขสัมบูรณ์แห่งสภาพชีวิตพุทธะจะยังคงดำรงอยู่ต่อไปตราบนิรันดร์
ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนไว้ว่า “ชีวิตชาติแล้วชาติเล่า คือการเดินทางอยู่ในดินแดนแห่งธรรมธาตุหรือการรู้แจ้งที่มีพร้อมอยู่ภายในชีวิตของตนเอง” (บันทึกคำสอนปากเปล่า ฉบับภาษาอังกฤษ หน้า 52)
นอกเหนือจากการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตของแต่ละบุคคลแล้ว วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติศรัทธาต่อพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินอีกประการหนึ่ง คือ การทำให้ทั้งตนเองและผู้อื่นมีความสุข
พระนิชิเร็นไดโชนินเน้นถึงความสำคัญของ “การก่อตั้งคำสอนที่ถูกต้องเพื่อให้ประเทศเกิดสันติ” และการเผยแผ่ธรรมไพศาลว่า เป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อทำให้ทั้งตนเองและผู้อื่นมีความสุขในท่ามกลางความเป็นจริงของสังคม
พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน คือ คำสอนที่ช่วยให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนสภาพชีวิตและบังเกิดสภาพชีวิตแห่งความสุขสัมบูรณ์บนเส้นทางการดำเนินชีวิตในชาตินี้ นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงภายในอันลึกซึ้งดังกล่าวของแต่ละบุคคล ก็คือ เป้าหมายในการบรรลุสันติสุขของสังคมโดยรวม
พระนิชิเร็นไดโชนินกำหนดหลักธรรมเพื่อการบรรลุสันติสุข ไว้ใน “บทนิพนธ์เรื่องการก่อตั้งคำสอนที่ถูกต้องเพื่อให้ประเทศเกิดสันติ”
คำว่า “ก่อตั้งคำสอนที่ถูกต้อง” หมายถึง การส่งเสริมให้ประชาชนยึดถือความศรัทธาและยอมรับคำสอนที่ถูกต้องของพุทธธรรมไว้เป็นรากฐานของชีวิต และทำให้คำสอนของพุทธธรรมเรื่องการเคารพศักดิ์ศรีของชีวิต กลายเป็นคตินิยมที่สร้างแรงกระตุ้นขั้นรากฐานของสังคม
คำว่า “เพื่อให้ประเทศเกิดสันติ” หมายถึง การทำให้สังคมมีความสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง ตลอดจนประชาชนทั้งหมดมีความมั่นคงและราบรื่นปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวัน
คำว่า “ประเทศ” ใน “การก่อตั้งคำสอนที่ถูกต้องเพื่อให้ประเทศเกิดสันติ” นอกจากจะ หมายถึง ระบบการปกครองที่มีอำนาจรัฐเป็นศูนย์กลางแล้ว ยังมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น คือ รากฐานของชีวิตและการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน ในแง่นี้แล้ว จึงมิได้มีความหมายเพียงแค่โครงสร้างทางสังคมที่เกิดจากการอยู่ร่วมกันของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังหมายถึง ประเทศหรือดินแดนที่เป็นทางด้านสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติด้วย
ความเชื่อของพระนิชิเร็นไดโชนินที่ว่าประชาชน คือ หัวใจของประเทศ ยังอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งจากตัวอักษรจีนที่ท่านใช้เขียนคำว่า “ประเทศ” (”บ้านเมือง” หรือ “ชาติ”) ในต้นฉบับของ “บทนิพนธ์เรื่องการก่อตั้งคำสอนที่ถูกต้องเพื่อให้ประเทศเกิดสันติ” ซึ่งคำว่า “ประชาชน” อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า แทนที่จะใช้ตัวอักษรที่มีคำว่า “กษัตริย์” หรือคำที่บ่งบอกถึงมณฑลทหารอยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามที่นิยมเขียนกันทั่วไป
พระนิชิเร็นไดโชนินยังเขียนว่า “กษัตริย์มองเห็นประชาชนเป็นบุพการี” (ธรรมนิพนธ์เรื่องการทำบุญถวายท่ามกลางหิมะ หรือ จดหมายตอบท่านอุเอโนะ ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 2 หน้า 809)
ซึ่งเป็นการยืนยันว่า ผู้ที่มีอำนาจปกครองประเทศควรคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก ท่านยังได้กล่าวตักเตือนว่า ผู้ปกครองประเทศที่ “ไม่เอาใจใส่หรือไม่เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชน” จะตกสู่อบายภูมิ (ดู “ธรรมนิพนธ์เรื่องการพิทักษ์รักษาประเทศ” ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 2 หน้า 92)
แม้ “บทนิพนธ์เรื่องการก่อตั้งคำสอนที่ถูกต้องเพื่อให้ประเทศเกิดสันติ” จะเขียนขึ้นเพื่อทำให้ประเทศญี่ปุ่นในเวลานั้นมีสนติสุขก็ตาม
แต่เจตนารมณ์รากฐานของบทนิพนธ์นี้ คือ การช่วยให้ประชาชนได้รับความสงบสุขและความราบรื่นปลอดภัย ตลอดจนทำให้เกิดสันติภาพทั่วโลกและมวลมนุษยชาติทั้งหมดมีความสุขไปตลอดอนาคตอันยาวไกล
พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนบทนิพนธ์นี้ตักเตือนผู้มีอำนาจปกครองประเทศ ด้วยปรารถนาที่จะยุติความทุกข์ทั้งปวงของประชาชนในสมัยนั้น ท่านได้แสดงให้เห็นเป็นแบบอย่างด้วยตัวท่านเองว่า ผู้ปฏิบัติพุทธธรรมจะต้องไม่พอใจในการบำเพ็ญเพียรที่มีแต่อธิษฐานเพื่อการรู้แจ้งของตนเองเท่านั้น หากแต่จะต้องเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในการค้นหาหนทางแก้ไขปัญหาและเรื่องราวต่าง ๆ ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในสังคม โดยยึดหลักคำสอนและเจตนารมณ์ของพุทธธรรมเป็นหลัก
ใน “บทนิพนธ์เรื่องการก่อตั้งคำสอนที่ถูกต้องเพื่อให้ประเทศเกิดสันติ” พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนไว้ว่า “หากห่วงใยต่อความปลอดภัยมั่นคงของตนเองแล้ว ก่อนอื่นควรจะอธิษฐานให้เกิดความสงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อยทั่วแผ่นดินมิใช่หรือ” (ธรรมนิพนธ์ภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 24)
ท่าทีที่มุ่งแต่เรื่องของตนเองโดยไม่สนใจปัญหาต่าง ๆ ของสังคมและแยกตัวออกจากสังคมเพื่อมุ่งแต่การบำเพ็ญเพียรตามลำพัง คือ สิ่งที่พุทธศาสนามหายานตำหนิและตักเตือนไว้อย่างเข้มงวด
สมาคมโซคาในปัจจุบันมีส่วนร่วมในความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาระดับโลก อันเกี่ยวกันสันติภาพ วัฒนธรรม การศึกษา และสิทธิมนุษยชน โดยมีหลักคำสอนและเจตนารมณ์ของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นพื้นฐาน ซึ่งความเพียรพยายามต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยังตรงตามหลักคำสอนและเจตนารมณ์ของ “การก่อตั้งคำสอนที่ถูกต้องเพื่อให้ประเทศเกิดสันติ” ที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้สอนไว้
เป้าหมายของพุทธธรรม คือ การบอกและเผยแผ่คำสอนที่ถูกต้องอันเป็นคำสอนที่แสดงถึงการรู้แจ้งของพระพุทธะ และนำพาผู้คนทั้งหลายไปสู่การบรรลุสภาพชีวิตพุทธะ พร้อมทั้งทำให้มวลมนุษยชาติมีสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง
ด้วยเหตุนี้ :พระศากยมุนีพุทธะจึงทรงประกาศในสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า “หลังจากเราเข้าสู่ความดับแล้ว ในระยะ 500 ปีสุดท้าย เธอจะต้องทำให้ (คำสอนนี้) แพร่หลายกว้างไกลทั่วชมพูทวีป (ทั่วโลก) และอย่ายอมให้หยุดชงักได้ หรือจะต้องไม่ยอมให้ (พลังชั่วร้าย เช่น) พญามาร เสนามาร เทวดา นาค ยักษ์ หรือกุมภัณฑ์ ฉวยโอกาสหาประโยชน์ได้” (สัทธรรมปุณฑริกสูตร บทที่ 23 บทเรื่องในอดีตของพระไภษัชยราชโพธิสัตว์ ฉบับภาษาไทย หน้า 474)
ข้อความข้างต้นนี้เป็นการประกาศว่า “ใน “500 ปีสุดท้าย” ซึ่งหมายถึง ช่วงเวลาในปัจจุบันของสมัยธรรมปลายนี้ ธรรมมหัศจรรย์ควร “แพร่หลายกว้างไกล” ไปทั่วโลก (คำว่า “แพร่หลายกว้างไกล” ในที่นี้ เป็นการถอดความจากอักษรจีน ซึ่งอ่านออกเสียว่า “โคเซ็นรุฝุ” ในภาษาญี่ปุ่น)
ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร พระพุทธะยังทรงส่งมอบภาระหน้าที่ในการเผยแผ่ธรรมออกไปให้กว้างไกลหรือการเผยแผ่ธรรมไพศาลในสมัยธรรมปลาย แก่เหล่าโพธิสัตว์จากพื้นโลกซึ่งเป็นผู้ที่ได้ฝึกฝนตนเองเป็นอย่างดีในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ของพระองค์ตั้งแต่ีสมัยกาลนานที่ยากจะหยั่งถึง
ระหว่างที่มีการเทศนาสัทธรรมปุณฑริกสูตร โพธิสัตว์จากพื้นโลกเหล่านี้ซึ่งมีจำนวนมากมายมิอาจนับได้ก็ปรากฏขึ้นมาจากพื้นโลก ภายใต้การนำของพระวิศิษฐ์จาริตรโพธิสัตว์ เหล่าโพธิสัตว์จากพื้นโลกได้ตั้งปณิธานที่จะเผยแผ่ธรรมมหัศจรรย์อันเป็นหัวใจของสัทธรรมปุณฑริกสูตร ภายหลังการเสด็จปรินิพพานของพระศากยมุนีพุทธะ
จากนั้น พระศากยมุนีพุทธะทรงพยากรณ์ว่า หลังจากที่พระองค์ เสด็จปรินิพพานแล้ว โพธิสัตว์จากพื้นโลกเหล่านี้จะปรากฏขึ้นมาในสหาโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ และส่องแสงประหนึ่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ขับไล่ความมืดมนในชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งนำพาผู้คนทั้งหลายไปสู่การรู้แจ้ัง
พระนิชิเร็นไดโชนินพากเพียรบากบั่นในการเผยแผ่ธรรมะอันยิ่งใหญ่แห่งนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวในยุคชั่วร้ายแห่งสมัยธรรมปลาย โดยต้องอดทนแบกรับการบีฑาที่รุนแรงถึงชีวิตหลายครั้งหลายคน ตรงตามข้อความของสัทธรรมปุณฑริกสูตรที่กล่าวมาข้างต้น
พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวถึงการเผยแผ่ธรรมมหัศจรรย์ให้กว้างไกลหรือการเผยแผ่ธรรมไพศาลไว้ ดังนี้
“มหาปณิธาน” หมายถึง การเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตร (นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว)” (บันทึกคำสอนปากเปล่า ฉบับภาษาอังกฤษ หน้า 82)
“หากความเมตตากรุณาของอาตมานิชิเร็นกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวจะเผยแผ่ออกไปได้นานับหมื่นปีแห่งสมัยธรรมปลายและตลอดไปตราบนิรันดร์ มีบุญกุศลที่สามารถเปิดดวงตาที่มืดบอดของประชาชนทุกคนในประเทศญี่ปุ่น และปิดถนนสู่นรกอเวจี บุญกุศลนี้เหนือกว่าพระเด็งเงีัยว พระเทียนไท้ และเลิศกว่าพระนาคารชุน และพระมหากัสสปะ” (ธรรมนิพนธ์เรื่องการตอบแทนบุญคุณ ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 736)
“เมื่ออาตมานิชิเร็นเริ่มศรัทธาสัทธรรมปุณฑริกสูตรที่ยิ่งใหญ่ ผงธุลีกระจิริดทับถมกันก่อเกิดเป็นเขาพระสุเมรุ เมื่ออาตมานิชิเร็นเริ่มศรัทธาสัทธรรมปุณฑริกสูตรก็เหมือนกับน้ำ 1 หยดหรือผงธุลี 1 เม็ดของทั้งประเทศญี่ปุ่น แต่ภายหลังเมื่อ 2 คน 3 คน 10 คน และในที่สุด 100 คน 1,000 คน 10,000 คน และ 1 ล้านคนมาสวดท่องสัทธรรมปุณฑริกสูตรและถ่ายทอดแก่ผู้อื่น เช่นนั้นแล้วก็จะก่อเกิดเป็นเขาพระสุเมรุแห่งสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นมหาสมุทรแห่งมหานิรวาณ จงอย่าแสดงหาหนทางอื่นใดเพื่อการบรรลุพุทธภาวะ” (ธรรมนิพนธ์เรื่องการเลือกกาลเวลา ฉบับภาษาไทย เล่ม 5 หน้า 91)
จากข้อความธรรมนิพนธ์ต่าง ๆ ข้างต้นเราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการบรรลุการเผยแผ่ธรรมไพศาลหรือการเผยแผ่ธรรมมหัศจรรย์ให้กว้างไกล คือ เจตนารมณ์รากฐานของพระนิชิเร็นไดโชนิน
พระนิชิเร็นไดโชนินยังได้ปลุกเร้าลูกศิษย์ของท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้อุทิศชีวิตเพื่อเผยแผ่ธรรมไพศาล บรรลุพุทธภาวะ และทำให้หลักการเรื่อง “การก่อตั้งคำสอนที่ถูกต้เองเพื่อให้ประเทศเกิดสันติ” สำเร็จเป็นจริง
สมาคมโซคา คือ หมู่คณะที่กลมเกลียวของผู้ปฏิบัติพุทธธรรม ซึ่งสืบทอดและสานต่อเจตนารมณ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน โดยเผยแผ่ธรรมมหัศจรรย์ตามที่ท่านได้สอนไว้ในธรรมนิพนธ์
พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนว่า “หากมีจิตใจเดียวกับนิชิเร็นย่อมต้องเป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลก” (”ธรรมนิพนธ์ ฉบับภาษาไทย เล่ม 3 หน้า 411)
สมาคมโซคาซึ่งเผยแผ่ธรรมมหัศจรรย์ด้วยเจตนารมณ์เดียวกับพระนิชิเร็นไดโชนิน คือองค์กรของโพธิสัตว์จากพื้นโลกที่บรรลุภาระหน้าที่ของการเผยแผ่ธรรมไพศาล
ก่อนการปรากฏออกมาของสมาคมโซคา ภายหลังการดับขันธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน 700 ปี ยังไม่มีผู้ใดสามารถเผยแผ่ธรรมมหัศจรรย์ออกไปอย่างกว้างไกล มีเพียงสมาคมโซคาที่ทำให้คำพยากรณ์ของพระศากยมุนีพุทธะและพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นจริงได้ นี่คือ ข้อพิสูจน์ว่า สมาคมโซคา คือองค์กรที่ปรากฏขึ้นมาเพื่อทำภาระหน้าที่การเผยแผ่ธรรมไพศาล เป็นการกระทำที่ตรงตามพุทธเจตนา
สมาคมโซคากำลังทำให้การเผยแผ่ธรรมไพศาลสำเร็จเป็นจริงโดยเผยแผ่ธรรมมหัศจรรย์ออกไปทั่วโลก ตามที่สัทธรรมปุณฑริกสูตรเทศนา
ข้อพิสูจน์ 3 ประการ คือ หลักเกณฑ์ 3 ข้อที่ใช้ในการตัดสินว่าคำสอนใดเป็นคำสอนถูกต้องที่จะช่วยประชาชนให้มีความสุขสัมบูรณ์
ข้อพิสูจน์ 3 ประการ คือ หลักเกณฑ์ที่แสดงให้เห็นว่าพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นคำสอนที่ทำให้การบรรลุพุทธภาวะในชั่วชีวิตนี้ของประชาชนทั้งหลายในสมัยธรรมปลายปรากฏเป็นจริงขึ้นมาได้
ข้อพิสูจน์ 3 ประการ ประกอบด้วย
ข้อพิสูจน์ทางเอกสาร
ข้อพิสูจน์ทางทฤษฎี
ข้อพิสูจน์ทางความเป็นจริง
ช้อพิสูจน์ทางเอกสาร หมายถึง ปรัชญาคำสอนของศาสนาต้องมีคัมภีร์ศาสนานั้นยึดถือเป็นรากฐานเป็นหลักฐานรองรับ
พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนไว้ว่า “พึงรับสิ่งที่สอนไว้อย่างชัดเจนอยู่ในพระสูตร แต่ทิ้งสิ่งที่ไม่มีข้อพิสูจน์ทางเอกสาร” (ธรรมนิพนธ์ฉบับ ภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 109)
ปรัชญาคำสอนที่ไม่มีข้อพิสูจน์ทางเอกสารรองรับ จึงเป็นเพียงแค่การตีความหรือความคิดเห็นตามอำเภอใจ ในกรณีของพุทธธรม ปรัชญาคำสอนทั้งหมดต้องมีพระสูตรหรือคำสอนของพระศากยมุนีรองรับ
สำหรับสมาคมโซคา ข้อพิสูจน์ทางเอกสาร คือ ธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งท่านได้ปฏิบัติและแสดงแก่นแท้ของสัทธรรมปุณฑริกสูตรออกมาเป็นรูปธรรม
ข้อพิสูจน์ทางทฤษฎีหรือข้อพิสูจน์ทางเหตุผล หมายถึง ปรัชญาคำสอนและคำยืนยันต่าง ๆ ของศาสนามีความสอดคล้องกับลหลักเหตุผลและตรรกระ
พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนว่า “พุทธธรรม คือ หลักเหตุและผล” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 839)
พุทธธรรมให้ความเคารพและเชิดชูคุณค่าของเหตุผล เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรยอมรับข้อโต้แย้งหรือการตีความที่ไม่สมเหตุสมผล
ข้อพิสูจน์ทางความเป็นจริง หมายถึง ความเชื่อและการปฏิบัติตามปรัชญาคำสอนของศาสนาสามารถส่งผลดีต่อชีวิตและการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ปฏิบัติ รวมทั้งส่งผลดีต่อสังคม
ศาสนามิได้เป็นเพียงเรื่องนามธรรม แต่มีผลกระทบอย่างสูงต่อชีวิตผู้คน เราสามารถตัดสินความเหนือกว่าด้อยกว่าและความตื้นลึกของศาสนาจากข้อพิสูจน์ทางความจริงนี้
พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนไว้ว่า “อาตมานิชิเร็นเชื่อว่า เกณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดในการตัดสินเทียบเคียงบุญกุศลของหลักธรรมทั้งหลาย ได้แก่ ข้อพิสูจน์ทางเหตุผลกับข้อพิสูจน์ทางเอกสาร ก็คือ ข้อพิสูจน์ทางความเป็นจริง” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 559)
ดังคำประกาศที่ชัดเจนนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินให้ความสำคัญต่อข้อพิสูจน์ทางความเป็นจริงยิ่งกว่าข้อพิสูจน์อื่นใดทั้งหมด ที่เป็นเช่่นนี้ก็เพราะว่าเป้าหมายดั้งเดิมของพุทธธรรม คือ การช่วยให้ประชาชนมีความสุข
ศาสนาไม่อาจเป็นศาสนาที่เชื่อถือได้อย่างแท้จริง ถ้าขาดข้อพิสูจน์ข้อใดข้อหนึ่งของข้อพิสูจน์ 3 ประการ อุปมาดั่งยารักษาโรค เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา ไม่ว่ายาใดก็จำเป้นต้องมีรายละเอียดของตัวยาและสรรพคุณของยา (ข้อพิสูจน์ทางเอกสาร) ต้องมีหลักเกณฑ์ด้านทฤษฎีที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ยาที่มีประสิทธิภาพ(ข้อพิสูจน์ทางทฤษฎี) และเมื่อใช้ยานั้นแล้วก็ต้องมีผลในการบรรเทาอาการเจ็บป่วยตามสรรพคุณที่ระบุไว้ได้จริง (ข้อพิสูจน์ทางความเป็นจริง)
พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นศาสนาที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งทางทฤษฎีและทางความเป็นจริง
จุดมุ่งหมายของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน คือ ให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ โดยมีปัจจัยสำคัญพื้นฐาน 3 อย่างในการปฏิบัติคำสอน ได้แก่ ศรัทธา ปฏิบัติ และศึกษา
ศรัทธา หมายถึง การเชื่อต่อพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินซึ่งเป็นคำสอนที่ถูกต้องในสมัยธรรมปลาย และการเชื่อต่อโงะฮนซนซึ่งเป็นสิ่งสักการะบูชาสูงสุด รากฐานสำคัญในการปฏิบัติพุทธธรรม ก็คือ ความศรัทธา
ปฏิบัติ หมายถึง ความเพียรพยายามที่เป็นรูปธรรม เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาชีวิตของเรา
ศึกษา หมายถึง การเรียนรู้และการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับคำสอนต่าง ๆ ของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งมอบหลักคำสอนที่ชี้นำให้เรามีความศรัทธาและการปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้เรามีการปฏิบัติที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นและเกิดความศรัทธาที่ลึกซึ้งมากขึ้น
การปฏิบัติพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องประกอบด้วยองค์ประกอบทั้ง 3 นี้
ในธรรมนิพนธ์เรื่องลักษณะที่เป็นจริงของปรากฏการณ์ทั้งหลาย พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “จงเชื่อต่อโงะฮนซนที่เป็นอันดับหนึ่งในชมพูทวีป(ทั่วโลก) จงตั้งใจและจงตั้งใจ จงศรัทธาให้เข้มแข็งเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองจาก 3 พระพุทธะ จงเพียรพยายามใน 2 วิถีทางแห่งการปฏิบัติและการศึกษา หากขาดการปฏิบัติและการศึกษาแล้ว พุทธธรรมก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ ตัวเองจงปฏิบัติ แล้วสอนให้ผู้อื่นปฏิบัติด้วย การปฏิบัติและการศึกษานั้นเกิดจากความศรัทธา หากมีพลังแล้วจงพูดคุยแม้เพียงหนึ่งประโยคหรือหนึ่งวลี” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 386)
ความศรัทธา คือ การเชื่อและการยอมรับ คือการเชื่อและยอมรับคำสอนของพระพุทธะ ความศรัทธาเช่นนี้ คือรากฐานเพื่อการบรรลุสภาพชีวิตพุทธะ
สัทธรรมปุณฑริกสูตรเทศนาว่า แม้พระสารีบุตรซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าเลิศทางปัญญาในหมู่ลูกศิษย์ของพระศากยมุนีพุทธะ ก็ยังสามารถเข้าถึงแก่นคำสอนของสัทธรรมปุณฑริกสูตรด้วยความศรัทธาเท่านั้น
ใน “บทอุปมาและการเปรียบเทียบ” (บทที่ 3) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร มีข้อความที่กว่าว่า “แม้ตัวเธอเอง สารีบุตร ในกรณีของพระสูตรนี้ เธอสามารถเข้าถึงได้ด้วยความศรัทธาเท่านั้น” (สัทธรรมปุณฑริกสูตร ฉบับภาษาไทย หน้า 125)
นี่คือหลักธรรมที่เรียกว่า “สามารถเข้าถึงได้ด้วยความศรัทธาเท่านั้น”
เราสามารถได้รับปัญญาและบรรลุสภาพชีวิตอันยิ่งใหญ่เหมือนพระพุทธะได้ด้วยความศรัทธาเท่านั้น เมื่อเราเชื่อและยอมรับคำสอนของพระพุทธะแล้ว ก็จะสามารถเข้าใจได้เป็นครั้งแรกถึงความถูกต้องของปรัชญาคำสอนแห่งชีวิตที่เทศนาอยู่ในพุทธธรรม
พระนิชิเร็นไดโชนิน พระพุทธะแห่งสมัยธรรมปลายได้จารึกนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวซึ่งเป็นธรรมะรากฐานของสกลจักรวาลที่ท่านรู้แจ้งในรูปของโงะฮนซน กล่าวคือ ท่านได้เปิดเผยสภาพชีวิตแห่งการรู้แจ้งของโลกพุทธะของท่านออกมาเป็นโงะฮนซนเพื่อประชาชนทั้งหลายในสมัยธรรมปลาย
เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในการปฏิบัติพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน คือ การมีความศรัทธาที่ลึกซึ้งต่อโงะฮนซน ซึ่งเป็นสิ่งสักการะบูชาเพื่อการบรรลุสภาพชีวิตพุทธะ เมื่อเรามีความศรัทธาต่อโงะฮนซนและสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ก็จะสามารถเปิดพลังของธรรมมหัศจรรย์ออกมาในชีวิตของเรา และก่อตั้งสภาพชีวิตพุทธะขึ้นมาภายในตัวเราได้อย่างมั่นคง
การปฏิบัติ คือ การลงมือกระทำอย่างเป็นรูปธรรม บนพื้นฐานของความศรัทธาต่อโงะฮนซน
พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินสอนว่า โลกพุทธะซึ่งเป็นสภาพชีวิตแห่งปัญญาและความเมตตากรุณาที่ไร้ขอบเขตจำกัด มีพร้อมอยู่ภายในชีวิตของเราเองอยู่แล้ว
จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติพุทธธรรมก็คือ การทำให้โลกพุทธะภายในชีวิตของเราปรากฏออกมาและบรรลุสภาพความสุขสัมบูรณ์ การจะเปิดศักภาพที่แฝงเร้นอยู่นี้และทำให้ปรากฏออกมาในชีวิตของเรา สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ความเพียรพยายามที่เป็นรูปธรรมในอันที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเราเอง หากจะเปิดโลกพุทธะของเราออกมาก็จำเป็นต้องมีความเพียรพยายามที่ต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลและหลักธรรมที่ถูกต้อง นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัติ
การปฏิบัติมี 2 ด้าน คือ การปฏิบัติเพื่อตนเองและการปฏิบัติเพื่อผู้อื่น ซึ่งเปรียบได้กับล้อ 2 ข้างของเกวียน กล่าวคือ การปฏิบัติของเราจะต้องมีพ้อมทั้ง 2 ด้าน เพื่อจะได้ก้าวหน้าอย่างถูกต้อง
การปฏิบัติเพื่อตนเอง หมายถึง การบากบั่นพากเพียรเพื่อให้ตนเองได้รับบุญกุศลจาการปฏิบัติพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน
การปฏิบัติเพื่อผู้อื่น หมายถึง การสอนพุทธธรรมแก่ผู้อื่น เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้รับบุญกุศลเช่นกัน
พระนิชิเร็นไดโชนินประกาศว่า “เมื่อเข้าสู่สมัยธรรมปลายแล้วไดโมขุที่อาตมานิชิเร็นสวดในขณะนี้ต่างจากยุคสมัยก่อน เป็นนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวที่มีพร้อมทั้งการปฏิบัติเพื่อตนเองและการปฏิบัติเพื่อผู้อื่น” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 2 หน้า 986)
ในสมัยธรรมปลาย ทั้งการปฏิบัติเพื่อตนเองหรือการแสวงหาการรู้แจ้งของตนเอง กับการปฏิบัติเพื่อผู้อื่นหรือการบอกพุทธธรรมแก่ผู้อื่นเพื่อที่ว่าพวกเขาจะสามารถบรรลุการรู้แจ้งได้ คือการปฏิบัตินัมเมียวโฮเร็งเงเคียวอันเป็นธรรมะรากฐานเพื่อการบรรลุพุทธภาวะ
ดังนั้น การปฏิบัติที่ถูกต้องในพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน จึงมีพร้อมการปฏิบัติทั้ง 2 ด้านนี้ โดยมีการสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวด้วยความศรัทธาต่อโงะฮนซน พร้อมทั้งสอนผู้อื่นเกี่ยวกับบุญกุศลที่เกิดจากความศรัทธาต่อโงะฮนซนและส่งเสริมให้พวกเขาปฏิบัติด้วย
กล่าวโดยเจาะจงก็คือ การปฏิบัติเพื่อตนเอง หมายถึง การทำวัตร (การสวดท่องข้อความที่คัดมาจากสัทธรรมปุณฑริกสูตร และสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว)
ส่วนการปฏิบัติเพื่อผู้อื่น หมายถึง การบอกและเผยแผ่คำสอนของพุทธธรรม นอกจากนี้ กิจกรรมต่าง ๆ ที่พวกเราสมาชิกเอสจีไอดำเนินการเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล ก็คือ การปฏิบัติเพื่อผู้อื่นเช่นกัน
การทำวัตร หมายถึง การสวดท่องข้อความที่คัดมาจากสัทธรรมปุณฑริกสูตรและการสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวต่อโงะฮนซน นี่คือด้านแรกของการปฏิบัติ 2 ด้านเพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา
พระนิชิเร็นไดโชนินเปรียบเทียบการทำวัตรกับการขัดกระจกเงา ท่านเขียนว่า “เหมือนกระจกมัว แต่เมื่อขัดแล้วจะกลายเป็นกระจกเงาใสที่สะท้อนธรรมธาตุอันเป็นความจริงแท้และลักษณะที่เป็นจริงได้อย่างแน่นอน จงปลุกเร้าความศรัทธาที่ลึกซึ้งและจงขัดกระจกเงาทุกเช้าค่ำทั้งกลางวันและกลางคืนโดยไม่เกียจคร้าน จะขัดด้วยวิธีใด ก็เฉพาะการสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวเท่านั้น” (ธรรมนิพนธ์ ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 4)
ดังที่การเปรียบเทียบข้างต้นนี้บ่งชี้ กระจกไม่สามารถมีการเปลี่ยนแปลงได้เอง แต่เมื่อได้รับการขัดแล้ว ก็จะทำให้การทำงานของกระจกเปลี่ยนแปลงไป ทำนองเดียวกัน ด้วยการทำวัตรที่ต่อเนื่องทุกวัน เราย่อมสามารถขัดเกลาและทำให้ชีวิตมีความเข้มแข็งและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้
เกี่ยวกับความสำคัญของการเผยแผ่คำสอนที่ถูกต้องของพุทธธรรม พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวไว้ใน “ธรรมนิพนธ์เรื่องลักษณะที่เป็นจริงของปรากฏการณ์ทั้งหลาย” ว่า “ตัวเองจงปฏิบัติ แล้วสอนให้ผู้อื่นปฏิบัติด้วย…หากมีพลังแล้วจงพูดคุยแม้เพียงหนึ่งประโยคหรือหนึ่งวลี” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 386)
และใน “ธรรมนิพนธ์ เรื่องจดหมายถึงท่านจะขุนิชิโบ” ท่าน่กล่าวไว้ว่า “ผู้คนทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์และอุปัฎฐากของบุคคลเช่นนี้ ขอให้คิดว่าจะต้องมีความสัมธ์พันธ์กับในอดีตชาติอย่างลึกซึ้ง และควรจะเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตรเช่นเดียวกับอาตมานิชิเร็นด้วย” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 994)
สิ่งสำคัญก็คือ เราไม่เพียงแสวงหาการเปลี่ยนแปลงสภาพชีวิตของตนเอง ด้วยการทำวัตรในแต่ละวันเท่านั้น แต่ยังจะต้องบอกกล่าวคำสอนพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินแก่ผู้อื่น แม้เพียงหนึ่งคำ โดยมุ่งเพื่อความสุขของทั้งตนเองและผู้อื่น
ความเพียรพยายามดังกล่าวช่วยให้ความศรัทธาและการปฏิบัติของเราเองมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้สภาพชีวิตโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะในตัวเราที่คำนึงถึงความทุกข์สุขของผู้อื่นมีการทำงาน โดยกระตุ้นให้เราทำงานเพื่อความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อื่น ความเพียรพยายามต่าง ๆ ในการช่วยเหลือผู้อื่นทำให้เราสามารถกลายเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน การทำวัตรรวมไปถึงความเพียรพยายามต่าง ๆ เพื่อการเผยแผ่คำสอนพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินยังเป็นพลังอันทรงอานุภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราอีกด้วย
สัทธรรมปุณฑริกสูตรกล่าวว่า “ถ้าสาธุชนชายหญิงเหล่านี้คนใดในสมัยหลังจากเราได้เข้าสู่ความดับแล้ว สามารถแสดงธรรมปุณฑริกสูตรอย่างลับ ๆ แก่คนเดียว แม้ด้วยวลีเดียวของพระสูตรนี้แล้ว เธอพึงทราบว่า เขาหรือเธอคนนั้นเป็นทูตของพระตถาคตเจ้า(พระพุทธะ) ถูกส่งมาโดยพระตถาคตเจ้าและปฏิบัติงานของพระตถาคตเจ้า” (สัทธรรมปุณฑริกสูตร ภาษาไทย หน้า 269)
จากข้อความข้างต้นนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินประกาศว่า “ผู้ที่สวดหรือบอกกล่าวสัทธรรมปุณฑริกสูตรแม้หนึ่งตัวอักษรหรือหนึ่งวลีให้แก่ผู้อื่น เขาผู้นั้นถือว่าเป็นทูตของพระศากยมุนีพุทธะ” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 331)
กล่าวคือ ความเพียรพยายามต่าง ๆ ที่เรากระทำในการปฏิบัติเพื่อความสุขของผู้อื่น คือ สิ่งที่สูงส่งอย่างแท้จริง เพราะเป็นพฤติกรรมและการปฏิบัติของพระพุทธะ ซึ่งพวกเรานำมาปฏิบัติในฐานะทูตของพระพุทธะ
การทำวัตรเช้า-เย็น คือ เสาหลักของความเพียรพยายามในการเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา
ในการทำวัตร เราสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวด้วยความศรัทธาต่อโงะฮนซน และสวดท่องบทย่อจาก “บทกุศโลบาย” (บทที่ 2) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร และส่วนที่เป็นคาถาประพันธ์ของ “บทการหยั่งอายุกาลของพระตถาคต” (บทที่ 16) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร
การสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวด้วยความศรัทธาต่อโงะฮนซน คือ รากฐานของการปฏิบัติ ดังนั้น จึงเรียกว่า “การปฏิบัติหลัก”
การสวดท่อง “บทกุศโลบาย” และ “บทการหยั่งอายุกาลาของพระตถาคต” ช่วยให้บุญกุศลของการปฏิบัติหลักปรากฏออกมา จึงเรียกว่า “การปฏิบัติเสริม”
เหตุผลที่เราสวดท่อง “บทกุศโลกบาย” และ “บทการหยั่งอายุกาลของพระตถาคต”
ก็เพราะเป็น 2 บทที่สำคัญที่สุดของสัทธรรมปุณฑริกสูตร อันเป็นพระสูตรที่เปิดหนทางสู่การรู้แจ้งของประชาชนทั้งหลาย
“บทกุศโลบาย” (บทที่ 2) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร อธิบายถึงลักษณะที่เป็นจริงของปรากฏการณ์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นปรัชญาธรรมหลักของคำสอนภาคทฤษฎีของสัทธรรมปุณฑริกสูตร (14 บทแรก)
ส่วน “บทการหยั่งอายุกาลของพระตถาคต” (บทที่ 16) เปิดเผยถึงการบรรลุการรู้แจ้งของพระพุทธะในสมัยกาลนาน ซึ่งเป็นปรัชญาธรรมหลักของคำสอนภาคความเป็นจริงของสัทธรรมปุณฑริกสูตร (14 บทหลัง)
พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนไว้ว่า “หากสวดท่อง “บทการหยั่งอายุกาลฯ” และ “บทกุศโลบาย” แล้ว แม้จะไม่ได้สวดท่องบทอื่นที่เหลือ แต่บทต่าง ๆ เหล่านั้นก็ถูกรวมไว้แล้วโดยธรรมชาติ” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 71)
พระนิชิคันโชนินผู้คงแก่เรียนแห่งศตวรรษที่ 18 ผู้เชี่ยวชาญคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนิน ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติหลักและการปฏิบัติเสริม โดยเปรียบเทียบกับอาหารและเครื่องปรุงรสตามลำดับ ท่านเปรียบเทียบว่า เหมือนเมื่อรับลประทานข้าวหรือบะหมี่ ซึ่งเป็นอาหาร “หลัก” ที่บำรุงร่างกาย ส่วนเครื่องปรุงรส เช่น เกลือหรือน้ำส้มสายชูจะใช้เติมหรือ “เสริม” ให้เกิดรสชาติดียิ่งขึ้น ในทำนองเดียวกัน ท่านกล่าวว่า การสวดท่อง “บทกุศโลบาย” และ “บทการหยั่งอายุกาลของพระตถาคต” ช่วยให้บุญกุศลอันลึกซึ้งของการปฏิบัติหลักแห่งการสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวปรากฏออกมา ซึ่งนี่คือ เหตุผลที่เรียกว่า การปฏิบัติเสริม*(พระนิชิคันโชนิน “เรื่องการปฏิบัติต่าง ๆ ของนิกายนี้” จาก บทนิพนธ์ 6 ม้วน)*
ในการสวดท่อง “บทกุศโลบาย” และ “บทการหยั่งอายุกาลของพระตถาคต” นั้น พวกเราสรรเสริญและเพิ่มพูนพลังบุญกุศลของโงะฮนซน ซึ่งเป็นตัวตนของนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว
การศึกษา คือ การศึกษาคำสอนต่าง ๆ ของพุทธธรรม ซึ่งโดยหลัก คือ การอ่านธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินด้วยความเคารพและศึกษาปรัชญาธรรมของพุทธธรรมที่ถูกต้อง เราจะสามารถพัฒนาให้เกิดความศรัทธาที่ลึกซึ้งมั่นคงมากยิ่งขึ้นด้วยการศึกษาดังกล่าว และยังเป็นการรับรองว่า เราปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
หากปราศจากการศึกษาพุทธธรรมแล้ว ย่อมเสี่ยงต่อการพลัดหลงไปสู่การตีความพุทธธรรมตามความนึกคิดของตนเอง และอาจถูกผู้ที่สอนคำสอนที่ผิดหลอกเอาได้ง่าย
ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินยืนยันไว้เมื่อท่านเขียนว่า “ทั้งการปฏิบัติและการศึกษาเกิดจากความศรัทธา” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 386)
ความศรัทธาจึงเป็นรากฐานของการศึกษาธรรม
อาจารย์โทดะ กล่าวว่า “ความศรัทธาแสวงหาความเข้าใจ และความเข้าใจทำให้ความศรัทธาลึกซึ้งยิ่งขึ้น”(แปลจากภาษาญี่ปุ่น หนังสือรวบรวมงานเขียนของอาจารย์โจเซอิ โทดะ (โตเกียว) สำนักพิมพ์เซเคียว ค.ศ. 1989 เล่ม 4 หน้า 18)
ดังที่อาจารย์โทดะได้ชี้ไว้นี้ วัตถุประสงค์ของการศึกษาธรรมและการทำให้ความเข้าใจด้านพุทธธรรมของเราลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อทำให้ความศรัทธาของเราเข้มแข็งยิ่งขึ้น
พระนิชิเร็นไดโชนินปลุกเร้าลูกศิษย์ให้ศึกษาธรรมนิพนธ์ของท่านซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังเช่นที่ท่านเขียนไว้ว่า “ให้เขาอ่านจดหมายฉบับนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก และฟังอย่างตั้งใจ” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 1031)
นอกจากนี้ ท่านยังยกย่องจิตใจแสวงหาธรรมของลูกศิษย์ที่ได้ถามคำถามท่านเกี่ยวกับคำสอนของพุทธธรรม
พระนิกโคโชนิน ผู้เป็นลูกศิษย์และผู้สืบทอดโดยตรงของพระนิชิเร็นไดโชนินประกาศว่า “ลูกศิษย์ทั้งหลายของนิกายนี้ควรสลักคำสอนในธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินไว้ในชีวิต (ธรรมนิพนธ์ หน้า 1618) *(คำตักเตือนข้อที่ 11 ในคำตำเตือน 26 ข้อของพระนิกโคโชนิน)* และ “ผู้ที่เรียนรู้พุทธธรรมไม่มากพอ มุ่งแต่แสวงหาลาภยศ สรรเสริญ คือผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะเรียกตนเองว่าเป็นลูกศิษย์ของอาตมา” (ธรรมนิพนธ์ หน้า 1618) *(คำตักเตือนข้อที่ 8 ในคำตักเตือน 26 ข้อของพระนิกโคโชนิน)*
ท่านกระตุ้นให้พวกเราศึกษาธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินด้วยคำตักเตือนเหล่านี้
ชีวิตย่อมมีความทุกข์ยากต่าง ๆ นานา ด้วยการยึดถือพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน พวกเราสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพชีวิตตั้งแต่ขั้นรากฐาน เปิดอนาคตของตนตามที่ปรารถนา และสร้างสภาพชีวิตแห่งความสุขที่ดำรงอยู่อย่างมั่งคงทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ ดังนั้น พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินจึงเป็นพุทธธรรมแห่งการเปลี่ยนชะตากรรม ในที่นี้ เราจะศึกษาหลักธรรมเกี่ยวกับการเปลี่ยนชะตากรรม พร้อมกับการปฏิบัติพุทธธรรมที่แท้จริงซึ่งจะเปลี่ยนชะตากรรมให้เป็นภาระหน้าที่ได้
ชีวิตคนเรามีความกังวลและความทุกข์มากมายหลายหลาก อันเกิดจากการตัดสินใจหรือการกระทำของตนในชาตินี้ แต่บางกรณีก็ไม่สามารถหาสาเหตุได้ ได้แต่คิดว่า “ทั้งที่ไม่เคยทำเรื่องเลวร้าย เหตุใดยังต้องได้รับความทุกข์ถึงเพียงนี้”
พุทธธรรมมองว่าความทุกข์ยากเหล่านั้น เป็นผลของการกระทำที่ตนเองได้สร้างไว้ในอดีต (อดีตกรรม) และปรากฏออกมาในชาตินี้
คำว่า “กรรม” เดิมทีหมายถึง การกระทำ การกระทำในอดีตชาติที่ส่งผลให้มีความสุขหรือมีความทุกข์ในชาตินี้ เรียกว่า “อดีตกรรม” ซึ่งมีทั้งดีและชั่ว แต่โดยส่วนใหญ่คำว่า อดีตกรรมมักจะใช้เรียกกรรมชั่วในอดีตชาติที่ส่งผลให้มีความทุกข์ในชาตินี้
พุทธธรรมเทศนาเรื่อง “ชีวิต 3 ชาติ” หรือ “เหตุกับผลของ 3 ชาติ” หมายความว่า ชีวิตไม่ได้มีเพียงชาตินี้ แต่ดำรงอยู่ตลอด 3 ชาติ แห่ง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต การกระทำในอดีตเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดผลในปัจจุบัน และการกระทำในปัจจุบันก็เป็นเหตุที่ก่อให้เกิดผลในอนาคต
หากสร้างเหตุที่ไม่ดีไว้ในอดีตชาติ ย่อมได้รับผลแห่งความทุกข์ในปัจจุบัน แต่หากสร้างเหตุที่ดี ย่อมได้รับผลแห่งความสุข นี่เป็นหลักเหตุและผลโดยทั่วไปในพุทธศาสนา
ทว่า แม้จะเข้าใจสาเหตุของความุทุกข์ในปัจจุบัน แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้ทันทีในชาตินี้ และไม่มีหนทางอื่นนอกจากจะชำระล้างบาปให้หมดไปทีละอย่าง ๆ ในระหว่างที่เกิดตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า การมองชะตากรรมด้วยมุมมองนี้ทำให้ติดอยู.่กับทฤษฎีชะตะกรรมที่ไม่มีความหวัง
ในทางตรงข้าม พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเทศนาเรื่อง “การเปลี่ยนชะตากรรม”
พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวไว้ในธรรมนิพนธ์เรื่องเกาะซาโดะว่า การที่ตัวท่านเองได้รับการกดขี่บีฑาอย่างหนัก ไม่ใช่เป็นเพราะเหตุและผลโดยทั่วไปในพุทธศาสนา แต่เป็นเพราะเหตุที่ดูหมิ่นสัทธรรมปุณฑริกสูตรในอดีต (อ้างอิง ธรรมนิพนธ์หน้า 960)
พระนิชิเร็นไดโชนินสอนว่า การดูหมิ่นสัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งเป็นธรรมะที่ถูกต้องที่เทศนาเรื่องความสุขของตนเองและผู้อื่นอย่างสมบูรณ์ หรือการหมิ่นประมาทธรรมนี่เอง คือ ความชั่วที่เป็นบ่อเกิดของกรรมชั่วทั้งหลายทั้งปวง หรือกรรมชั่วขั้นรากฐาน
การเชื่อ ปกป้อง และเผยแผ่ธรรมที่ถูกต้อง เป็นการปฏิบัติที่สามารถเปลี่ยนกรรมชั่วขั้นรากฐานซึ่ง ก็คือการไม่เชื่อและดูหมิ่นธรรมะที่ถูกต้องในชาตินี้ได้ นี่คือการเปลี่ยนชะตากรรมในพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน และหัวใจสำคัญของการปฏิบัติดังกล่าว ก็คือ ไดโมขุแห่งนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว
นอกจากนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินยังอ้างอิงข้อความในสมัตภัทรสูตร *(หมายถึง “สมันตภัทรโพธิสัตว์วิปัสนจริยธรรมสูตร” ถือเป็นพระสูตรสรุปของสัทธรรมปุณฑริกสูตร)* ที่เทศนาว่า “บาปทั้งหลายนั้นดุจเดียวกับน้ำค้างหรือเกล็ดน้ำแข็งที่เหือดหายได้ด้วยดวงตะวันแห่งปัญญา” แล้วกล่าวว่า บาปกรรมที่ทับถมอยู่ในชีวิตของตนเองซึ่งเสมือนน้ำค้างหรือเกล็ดน้ำแข็ง สามารถทำให้หมดสิ้นไปได้ในทันที หากได้รับแสงแห่งปัญญาของไดโมขุแห่งนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว (อ้างอิง ธรรมนิพนธ์ หน้า 786)
นี่เป็นหลักธรรมที่สอนว่า หากเชื่อและรับโงะฮนซน พร้อมกับเพียรพยายามในการสวดไดโมขุซึ่งเป็นการปฏิบัติเพื่อตนเองและผู้อื่น ทำให้ชีวิตโลกพุทธะซึ่งเสมือนดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นภายในใจของตนแล้ว บาปกรรมต่าง ๆ จะหมดสิ้นไปเหมือนน้ำค้างหรือเกล็ดน้ำแข็ง
แม้พวกเราจะเพียรพยายามปฏิบัติศรัทธา ก็ยังพบปัญหาสารพันในชีวิต หรือเมื่อตั้งใจจะต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรม อุปสรรคมารก็เกิดขึ้นเพื่อขัดขวาง ทำให้ต้องพบความยากลำบาก
พระนิชิเร็นไดโชนินสอนว่า การที่พบความทุกข์ยากแล้วสามารถเปลี่ยนชะตากรรมไปได้ แท้จริงแล้วเป็นบุญกุศลที่เรียกว่า “การเปลี่ยนกรรมหนักให้ได้รับโดยเบา”
หมายถึง การที่เราสามารถเปลี่ยนผลสอนงแห่งบาปหนัก ที่จะต้องได้รับความทุกข์อย่างหนักไม่เพียงแต่ในชาตินี้ แต่ยังอาจรวมไปถึงอนาคต ให้ได้รับโดยเบาในคราวเดียวและทำให้บาปกรรมทั้งหมดได้รับการชำระสะสางให้หมดสิ้นไปได้ในชาตินี้ ด้วยพลังบุญกุศลของการปฏิบัติที่เชื่อและเผยแผ่ธรรมะที่ถูกต้องในชาตินี้
พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวถึงบุญกุศลของการเปลี่ยนกรรมหนักให้ได้รับโดยเบาไว้ในธรรมนิพนธ์ว่า “ความทุกข์ของนรกในชาตินี้ จะสามารถอันตรานไปในทันที” (ธรรมนิพนธ์ หน้า 1000)
ความทุกข์ยากจึงกลายเป็นโอกาสที่จะขัดเกลาชีวิตและทำให้อดีตกรรมหมดสิ้นไป
พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “เหล็กถูกเผาในเปลวไฟและตีจะกลายเป็นดาบดี ปราชญ์และอริยบุคคลถูกทดสอบด้วยการกล่าวร้ายและสบประมาท โทษเนรเทศในขณะนี้มิใช่เพราะกระทำความผิดทางโลก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพียงเพื่อชำระบาปหนักของอดีตชาติให้หมดสิ้นไปในชาตินี้ และชาติหน้าหลุดพ้นจากอบายภูมิ 3 ได้” (ธรรมนิพนธ์ หน้า 958)
สำหรับผู้ที่แม้จะเผชิญความทุกข์ยาก ยังมุ่งมั่นเปลี่ยนชะตากรรมด้วยการยึดถือความศรัทธาอย่างต่อเนื่องแล้ว ความหมายของชีวิตจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
สัทธรรมปุณฑริกสูตรได้เทศนาหลักธรรมเรื่อง “อธิษฐานกรรม”
คำว่า “อธิษฐาน” ย่อมาจาก “เกิดด้วยการอธิษฐาน” คำว่า “กรรม” ย่อมาจาก “เกิดด้วยกรรม” โพธิสัตว์มีชีวิตเกิดมาด้วยพลังของการอธิษฐาน ส่วนผู้คนทั่วไปมีชีวิตเกิดมาด้วยกรรม
คำว่า “อธิษฐานกรรม” จึงมีความหมายว่า โพธิสัตว์ผู้มีผลบุญอันเกิดจากการบำเพ็ญเพียงสั่งสมอยู่ในชีวิตมากมาย อุตสาห์สละผลสอนองแห่งกรรมอันบริสุทธิ์ของตนและอธิษฐานให้ได้เกิดมาในโลกที่ชั่วร้าย เพื่อช่วยผู้คนที่มีความทุกข์อยู่ในโลกนั้น
ผลจากการอธิษฐาน โพธิสัตว์จึงได้รับความทุกข์อยู่ในโลกที่ชั่วร้ายเช่นเดียวกับคนที่ทำกรรมชั่ว ประเด็นนี้เองเป็นการพลิกความหมายของความทุกข์ยาก สำหรับผู้ที่ข้ามพ้นความทุกข์ยากไปได้ด้วยความศรัทธา การมีชีวิตอยู่ในโลกที่ชั่วร้ายและได้รับความทุกข์ยาก ไม่ใช่เป็นเพราะชะตากรรมอย่างแน่นอน แท้ที่จริงเป็นเพราะปฏิธานของโพธิสัตว์ที่ตั้งใจจะมาช่วยผู้คน ร่วมทุกข์กับผู้คน และแสดงแบบอย่างของการข้ามพ้นความทุกข์ยากไปให้ได้
อาจารย์อิเคดะกล่าวถึงการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของหลักธรรมเรื่อง “อธิษฐานกรรม” ให้เข้าใจได้โดยง่ายว่า เป็นการ “เปลี่ยนชะกรรมให้เป็นภาระหน้าที่” “ไม่ว่าใครล้วนมีชะตากรรม แต่หากมองดูชะตากรรมแบบซึ่งหน้าและยืนอยู่บนความหมายที่แท้จริงของชะตากรรมแล้ว ไม่ว่าชะตากรรมใดล้วนเกิดขึ้นเพื่อทำให้ชีวิตของตนเองมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น และท่าทีของตนเองที่ต่อสู้กับชะตากรรมจะกลายเป็นตัวอย่างแก่ผู้คนทั้งหลาย กล่าวคือ ในกรณีที่สามารถเปลี่ยนชะตากรรมให้เป็นภาระหน้าที่ ชะตากรรมนั้นจะเปลี่ยนบทบาทไปโดยสิ้นเชิง จากร้ายกลายเป็นดี กล่าวได้ว่า ผู้ที่ “สามารถเปลี่ยนชะตากรรมเป็นภาระหน้าที่” ก็ คือ ผู้ที่ “อธิษฐานกรรม” มา ฉะนั้น ผู้ที่ยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นภาระหน้าที่ของตน และเดินหน้าไปจนถึงที่สุด คือ ผู้ที่กำลังเข้าสู่เส้นชัยของการเปลี่ยนชะตากรรม”
พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินคือศาสนาที่ช่วยให้ประชาชนสามารถสร้างสภาพความสุขที่ไม่มีสิ่งใดมาทำลายได้ ท่ามกลางความเป็นจริงของการดำเนินชีวิต เพื่อเป้าหมายดังกล่าว การต่อสู้ท้าทายกับสิ่งต่าง ๆ อย่างเต็มที่และมีความรับผิดชอบต่อการดำเนินชีวิตในแต่ละวันพร้อมกับการบำเพ็ญเพียรในการศรัทธาและปฏิบัติพุทธธรรมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ความศรัทธาคือกระบวนการที่เราพัฒนาและปรับปรุงชีวิตในระดับที่ลึกซึ้งที่สุด
ในแง่นี้ พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินคือศาสนาที่สอนว่าชัยชนะที่แท้จริงสำหรับมนุษย์ก็คือ การพัฒนาความเป็นมนุษย์อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญก็คือจะต้องทำให้ปัญญาและพลังชีวิตที่เราปลุกฝังไว้จากการปฏิบัติศรัทธา แสดงออกมาที่พฤติกรรมและได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น เนื้อหาในตอนนี้เราจะเจาะลึกที่แนวคิดอันเป็นแก่นของการปฏิบัติพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ได้แก่ “กฏแห่งเหตุและผลของบุญกับบาป” “เทวดาและเทพธรรมบาล” ความสามัคคีแห่ง “ต่างกายใจเดียว” ความศรัทธาเท่ากับการดำเนินชีวิต” และความสำคัญของ “พฤติกรรมในฐานะมนุษย์”
หากเชื่อและยึดถือนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวอันเป็นธรรมะสูงสุดของชีวิตและจักรวาลอย่างถูกต้องแล้ว เราจะได้รับบุญกุศลอันไม่มีขอบเขตจำกัดที่มีอยู่ในธรรมะนั้นอย่างสม่ำเสมอไม่ขาดสาย
และบุญกุศลสูงสุดที่เราได้รับจากธรรมมหัศจรรย์ก็คือการบรรลุพุทธภาวะ กล่าาวคือ เป็นการก่อตั้งสภาพความสุขที่มั่นคงไม่หวั่นไหวทันทีที่เชื่อและเริ่มปฏิบัติธรรมมหัศจรรย์ เราก็เริ่มเข้าสู่เส้นทางที่นำไปสู่สภาพชีวิตแห่งความสุขสัมบูรณ์ที่เรียกว่าโลกพุทธะ เมื่อชีวิตมีธรรมมหัศจรรย์เป็นพื้นฐาน เราย่อมดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องและมีความสุขที่แท้จริงดังกล่าวได้โดยธรรมชาติ
พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “คำว่า คุ ของคำว่า คุโดขุ (บุญกุศล) หมายถึงบุญวาสนาหรือความสุข และยังหมายถึงบุญที่ได้รับจากการสร้างความดี” (บันทึกคำสอนปากเปล่า ฉบับภาษาอังกฤษ หน้า 148) เมื่อเพียรพยายามในการปฏิบัติศรัทธา เราย่อมขจัดการทำงานด้านลบหรือชั่วร้ายที่ผูกมัดอยู่ในชีวิตอย่างเช่น กิเลสและแรงกระตุ้นที่หลอกล่อ ความทุกข์ ตลอดจนความหวาดหวั่นให้หมดสิ้นไปได้ แล้วทำให้คุณสมบัติด้านบวกและดีงามอย่างเช่น ปัญญา ควมปลอดโปร่ง และความปิติยินดีปรากฏออกมา
ก่อนหน้าข้อความนี้ท่านกล่าวว่า “คำว่า ‘บุญกุศล’ หมายถึงผลสนองที่แสดงออกมาเป็นอายตนะทั้ง 6 สะอาดบริสุทธิ์ ปกติแล้ว เราอาจกล่าวว่า บัดนี้ อาตมานิชิเร็นและลูกศิษย์ที่สวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวกำลังทำให้อายตนะทั้ง 6 สะอาดบริสุทธิ์” (บันทึกคำสอนปากเปล่าฉบับภาษาอังกฤษ หน้า 147-148) การทำให้อายตนะทั้ง 6 สะอาดบริสุทธิ์ หมายถึง การทำให้ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจสะอาดบริสุทธิ์ หรือกล่าวคือ ทุกด้านของชีวิตนั่นเอง เพื่อทำให้สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในชีวิตแสดงการทำงานในด้านที่ดีออกมาได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ เราจะมีความมั่นคงไม่หวั่นไหวในยามที่เผชิญความยากลำบากต่าง ๆ นานา จะปลดปล่อยและทำให้สภาพชีวิตพุทธะที่มีพลังปรากฏออกมาจากภายในได้ การปฏิบัติศรัทธาช่วยให้เราสามารถดึงธรรมชาติพุทธะให้ปรากฏออกมาและข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนของสิ่งนี้จะปรากฏออกมาเป็นบุญกุศลในกิจวัตรประจำวันและตลอดทุกช่วงเวลาของชีวิต เราจะสามารถดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและบุญวาสนาอย่างแน่นอน เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวไว้ว่า
“จงเชื่อมณฑลนี้อย่างหมดหัวใจ นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวดุจดังเสียงคำรามของราชสีห์ ดังนั้น ความเจ็บป่วยใดจะเป็นอุปสรรคได้ การปกป้องคุ้มครองจากนางยักษ์หาริตีและบุตรีทั้งสิบ บุคคลดังกล่าวจะได้รับความสุขของราคะราชาวิทยราชและบุญวาสนาของท้าวเวสสุวรรณ ไม่ว่าบุตรีของท่านจะเล่นสนุกอยู่ที่ใดก็ไม่มีภยันตรายมากล้ำกลาย เธอจะไปไหนมาไหนโดยปราศจากความกลัวดุจราชสีห์ (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาไทย เล่ม 4 หน้า 52)
นี่ก็หมายความว่า ด้วยพลังของการสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว เรายังจะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเทวดาและเทพธรรมบาลทั้งหลายด้วย ทำให้ข้ามพ้นปัญหาและความยากลำบากต่าง ๆ ที่พานพบในชีวิตไปได้ ทั้งยังได้รับความสุขและบุญวาสนา ไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งหนใด เราก็จะมีสภาพชีวิตอันเทียบได้กับราชสีห์ที่ไม่เกรงกลัวสิ่งใด
และดังคำกล่าวของพระนิชิเร็นไดโชนินที่ว่า
“ผู้ที่นับถือสัทธรรมปุณฑริกสูตรในขณะนี้ ก็ย่อมจะรวบรวมความสุขจากภายนอกหมื่นลี้ได้” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 1137)
ข้อความนี้บอกเราว่า ผู้ที่ปฏิบัติธรรมมหัศจรรย์จะได้รับบุญวาสนาและความสุขไม่ว่าสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมจะเป็นเช่นไร
ท่านยังกล่าวอีกว่า “บุญวาสนามาจากจิตใจและเป็นอาภรณ์ประดับตนเอง” และ “(ผู้ที่นับถือสัทธรรมปุณฑริกสูตร) ก็ดุจมะกล่ำตาช้างที่อุดมไปด้วยกลิ่นหอม” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 1137) ข้อความสุดท้ายนี้บอกเราว่า ดุจไม้จันทน์หอมที่ส่งกลิ่นหอมหวน ผู้ที่ยึดถือและปฏิบัติธรรมมหัศจรรย์จะส่งกลิ่นหอมแห่งความสุขและความดีงามออกมาจากชีวิต ทำให้ได้รับความรักและความไว้วางใจจากผู้อื่น อีกทั้งจะได้รับการปกป้องคุ้มครองและการสนับสนุนทุกความพากเพียรในแต่ละวันและตลอดชั่วชีวิต
ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่หมิ่นประมาทหรือดูถูกเหยียดหยามคำสอนที่ถูกต้องของพุทธธรรมและขัดต่อหลักธรรมแห่งเหตุและผล จะสลักเหตุชั่วไว้ในส่วนลึกของชีวิต ขณะเดียวกันก็จะได้รับบาปที่ปรากฏชัดในการดำเนินชีวิตประจำวัน(พุทธธรรมเทศนาหลักธรรมแห่งเหตุและผล บุคคลจะได้รับผลดีหรือชั่วก็ขึ้นอยู่กับการกระทำว่าดีหรือชั่ว สำหรับพุทธธรรมแล้ว ไม่มีสิ่งที่เหนือธรรมชาติอย่างเช่นพระเจ้าหรือเทพเจ้าต่าง ๆ ที่ให้รางวัลหรือลงโทษบุคคลเป็นผู้ที่ทำให้เกิดผลกรรมสนอง หรือผลชั่ว อันเป็นผลลัพธ์ตามธรรมชาติจากการกระทำผิดของตน) อาจกล่าวได้ว่า บาปดังกล่าวคือข้อพิสูจน์ทางความเป็นจริงของความผิดที่เป็นสัญญาเตือนถึงการตกลงสู่หนทางหรือแบบแผนชีวิตที่จะนำไปสู่การไม่มีความสุข หากรู้ตัวว่าทำผิดแล้วทบทวนตนเอง และหาทางแก้ไขท่าทีความศรัทธาหรือการดำรงชีวิตให้ถูกต้องแล้ว ผู้นั้นย่อมมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติธรรมมหัศจรรย์อย่างลึกซึ้งและจริงใจมากขึ้นได้
เมื่อมองจากมุมมองที่ต่างออกไป ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ต่อต้านธรรมมหัศจรรย์ย่อมได้รับบาป ก็คือคุณลักษณะที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่งของธรรมะนั้น เพราะสามารถทำหน้าที่นำพวกเขาไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องและทำให้พวกเขากลับมาได้รับบุญกุศลจากการปฏิบัติศรัทธา นี่คือวิธีที่พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินมอบคำอธิบายที่ชัดเจนในเรื่องบุญกุศลที่เพิ่มพูนสำหรับผู้ที่เชื่อและยึดถือธรรมมหัศจรรย์ และบาปที่ผู้ดูถูกเหยียดหยามธรรมะจะต้องได้รับ
“เทวดาและเทพธรรรมบาล” หมายถึงการทำงานหรือทำหน้าที่ต่าง ๆ อันเป็นการปกป้องคุ้มครองผู้ที่ปฏิบัติคำสอนพุทธธรรมที่ถูกต้องพลังที่ทำงานในลักษณะเช่นนี้ ในทางพุทธศาสนาเรียกว่า เทวดาหรือเทพที่ให้การปกป้องรักษาและค้ำจุนผู้ที่ยึดถือและปฏิบัติคำสอน ตลอดจนคุ้มครองดินแดนที่พวกเขาอาศัยอยู่
“เทวดา” คือผู้ที่อาศัยอยู่ใน “โลกเทวะ” และ “เทพธรรมบาล” หมายถึงสิ่งที่ให้การค้ำจุนและปกป้องคุ้มครองมนุษย์ พุทธธรรมใช้ภาพของเทวดาเพื่อให้ประชาชนในดินแดนที่มีการเผยแผ่ธรรมยอมรับได้โดยง่าย แต่ก็สามารถเข้าใจได้ว่าคือการทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองของสิ่งแวดล้อม
หากปฏิบัติคำสอนพุทธธรรมที่ถูกต้องและทำดีต่อผู้อื่นแล้ว สิ่งแวดล้อมและผู้คนรอบข้างจะเริ่มทำงานให้การปกป้องคุ้มครองและค้ำจุนเรา กล่าวคือ จะทำหน้าที่เทวดาและเทพธรรมบาลให้เรา คัมภีร์ทางพุทธศาสนากล่าวว่า คำสอนที่ถูกต้องคือบ่อเกิดของพลังของเทวดาและเทพธรรมบาลที่เรียกว่า “รสพระธรรม” หรืออาหารหล่อเลี้ยง
พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า
“การปกป้องคุ้มครองของเทวดาขึ้นอยู่กับพลังศรัทธาของเรา” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 953)
พลังของการปกป้องคุ้มครองที่เราได้รับขึ้นอยู่กับพลังศรัทธาและพลังปฏิบัติที่เรายึดถือและปกป้องธรรมมหัศจรรย์
“ต่างกายใจเดียว” คือหลักการที่สำคัญที่สุดและเป็นแนวทางเพื่อการสร้างความสามัคคีบนพื้นฐานของความศรัทธาที่มีเป้าหมายให้การเผยแผ่ธรรมไพศาลก้าวหน้า “ต่างกาย” (หรือมีกายต่างกัน) หมายถึง ลักษณะภายนอก พื้นฐานนิสัย คุณสมบัติและความสามารถ ฐานะทางสังคม และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน “ใจเดียว” หมายถึง การมีความตั้งใจและเป้าหมายเดียวกัน
เป้าหมายขั้นรากฐานที่เรามาปฏิบัติศรัทธา และความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธะ ก็คือการเผยแผ่ธรรมไพศาล หรือการเทศนาและเผยแผ่ธรรมมหัศจรรย์ให้กว้างไกล เพื่อบรรลุสันติภาพและความสุขของประชาชนทั้งหลาย คำว่า “ใจ” ของ “ใจเดียว” บ่งชี้ถึงความศรัทธา และ “ใจเดียว” หมายถึง การร่วมจิตร่วมใจในการมีความปรารถนาอันยิ่งใหญ่และมหาปณิธานที่จะบรรลุการเผยแผ่ธรรมไพศาล
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในขณะที่พวกเราแต่ละคนแสดงความเป็นตัวของตัวเองและคุณสมบัติที่โดดเด่นของตนออกมาอย่างเสรีและเต็มที่โดยทำให้ศักยภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเราปรากฏออกมาได้อย่างเต็มที่ที่สุด เรายังมีเป้าหมายอันสูงส่งของการเผยแผ่ธรรมไพศาลร่วมกันนี่คือความหมายของ “ต่างกายใจเดียว”
ตรงกันข้าม แม้ทุกคนจะถูกบังคับให้มองและทำเหมือนกัน แต่หากแต่ละคนมีเจตนาหรือเป้าหมายต่างกันแล้ว ย่อมเกิดความโกลาหลตามมา สภาพเช่นนี้เรียกว่า “กายเดียวต่างใจ”
เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า
“หากในหมู่ผู้คนมีเจนารมณ์แห่งต่างกายใจเดียวจะบรรลุเป้าหมายทุกเรื่อง แต่หากมีกายเดียวต่างใจก็ไม่อาจบรรลุผลสำเร็จที่ยอดเยี่ยมใดได้… ตรงกันข้าม แม้นิชิเร็นกับศิษย์จะมีคนน้อย แต่เพราะต่างกายใจเดียวย่อมจะบรรลุภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่แห่งการเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตรให้กว้างไกลได้อย่างแน่นอน” (ธรรมนิพนธ์ ฉบับภาษาไทย เล่ม 5 หน้า 174)
หากเราก้าวหน้าพร้อมกับท้าทายและเอาชนะปัญหา ตลอดจนความยากลำบากต่าง ๆ ไปได้ด้วยความศรัทธาที่มีความสามัคคีแล้ว พระนิชิเร็นไดโชนินก็รับรองว่าพุทธธรรมจะต้องเผยแผ่ออกไปได้อย่างแน่นอน
อาจารย์อิเคดะได้กล่าวไว้ว่า
ความหมายในปัจจุบัน คำว่า “ต่างกายใจเดียว” หมายถึง “องค์กร” “ต่างกาย” หมายถึงแต่ละคนมีความแตกต่าง กล่าวคือ ผู้คนต่างกันทางด้านรูปลักษณ์ ตำแหน่งทางสังคม สภาพแวดล้อม และภาระหน้าที่ของตนเอง แต่สำหรับจิตใจแล้ว พวกเขาควรมีใจเป็นหนึ่งเดียว แต่ละคนควรมีความศรัทธาที่มีความสามัคคีแห่ง “ใจเดียว” ในทางตรงกันข้าม หากอยู่ในสภาพ “ต่างกายต่างใจ” แล้ว ก็จะไม่มีจุดมุ่งหมายที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกจากนี้ แนวคิด “กายเดียวใจเดียว” ก็มีความหมายว่า ประชาชนถูกบังคับให้เป็นแบบเดียวกัน ต้องคิด มอง และทำเหมือนกัน ลักษณะเช่นนี้คล้ายกับเผด็จการการ ซึ่งประชาชนปราศจากเสรีภาพ และในที่สุดรังแต่จะนำไปสู่สภาพ “กายเดียวต่างใจ” ซึ่งประชาชนแสดงลักษณะภายนอกที่ดูเหมือนว่ามีความสามัคคีและมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันโดยผิวเผิน แต่แท้จริงแล้วภายในจิตใจไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายนั้น “ต่างกาย” หมายถึง การให้แต่ละคนแสดงบทบาทตามศักยภาพอันเป็นเอกลักษณ์และความเป็นตัวของตัวเองของเขาหรือเธอออกมาอย่างเต็มที่ “ใจเดียว” หมายความว่า ทุกคนทำงานร่วมกันบนพื้นฐานของความศรัทธา โดยมีเป้าหมายและจุดประสงค์เดียวกัน นี่คือความสามัคคีที่แท้จริง*(แปลจากภาษาญี่ปุ่น ไดซาขุ อิเคดะ บทสนทนายุวชน (โตเกียว : สำนักพิมพ์เซเคียว ค.ศ. 2006) เล่ม 1 หน้า 364)*
ด้วยการมีความสามัคคีแห่ง “ต่างกายใจเดียว” เป็นแนวทางและมาตรฐาน พวกเราแต่ละคนจึงแสดงพลังและความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์ของตนออกมาได้ในขณะที่ก้าวหน้าไปพร้อมกัน เพื่อทำให้ความปรารถนาแห่งการบรรลุผลสำเร็จของการเผยแผ่ธรรมไพศาลของพระนิชิเร็นไดโชนินปรากฏเป็นจริง
แม้ว่าศาสนาจะเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน แต่ก็มักพบเห็นอยู่บ่อยครั้งว่าศาสนาแทบไม่ได้มีส่วนช่วยในการต่อสู้ท้าทายกับการดำเนินชีวิตหรือเกี่ยวข้องกับโลกในความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม สำหรับพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ความศรัทธาและการดำเนินชีวิตประจำวันไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากกัน พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนถึงผู้ศรัทธาที่เป็นซามูไรคนหนึ่งว่า
“จงคิดว่าการรับใช้เจ้านายคือการปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตร”
(ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 905)
“การรับใช้เจ้านาย” ในข้อความนี้น่าจะเทียบได้กับคำปัจจุบันก็คือความรับผิดชอบหรือพันธะที่เราต้องมีต่อธุรกิจ การงาน หรือสังคมโดยรวม
ข้อความนี้สอนว่า ชีวิตประจำวันคือสถานที่ที่เราปฏิบัติศรัทธาเป็นสภาพแวดล้อมที่เราต้องแสดงให้เห็นถึงการดำเนินชีวิตในฐานะบุคคลที่มีความศรัทธาเป็นพื้นฐาน พฤติกรรมปกติของเรานั้นมิใช่สิ่งใดนอกจากการแสดงถึงการทำงานของสิ่งที่อยู่ในชีวิต และความศรัทธาคือพลังที่ช่วยให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและสมปรารถนาในขั้นรากฐานที่สุด
เราต้องเผชิญกับเรื่องราวและปัญหาต่าง ๆ มากมายในระหว่างที่ดำเนินชีวิต แต่หากยังพยายามอย่างจริงจังต่อไปในการรับมือกับสิ่งเหล่านั้นโดยมีการสวดไดโมขุด้วยความศรัทธาต่อโงะฮนซนเป็นพื้นฐานแล้ว การต่อสู้ที่เป็นจริงทั้งหลายนั้นจะกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เรานำธรรมชาติพุทธที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในชีวิตออกมาได้ เช่นนี้แล้ว การต่อสู้ท้าทายทางโลกทั้งหลายจึงเป็นเวทีที่เราแสดงบทละครแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ถึงแก่น
ยิ่งกว่านั้น เมื่อเราใช้พลังที่กระปรี้กระเปร่าและสภาพชีวิตที่ดีซึ่งได้รนับจากการปฏิบัติศรัทธา มาเป็นพื้นฐานในการทำภารกิจต่าง ๆ และบรรลุผลในความรับผิดชอบทั้งหลายแล้ว สภาพการณ์ของชีวิตเราก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นตามธรรมชาติด้วย
หากเปรียบความศรัทธาเป็นรากของต้นไม้ การดำเนินชีวิตของเราก็เทียบได้กับลำต้นและกิ่งก้านที่ชูดอกออกผล ในอีกด้านหนึ่ง ชีวิตที่ขาดรากฐานความศรัทธาก็เหมือนกับพืชที่ไร้ราก ซึ่งถูกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวพัดพาไปได้ง่าย พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินสอนว่า ยิ่งหยั่งรากแห่งความศรัทธาให้ลึก ชีวิตของเราเองจะยิ่งมั่นคงปลอดภัย
เช่นนี้แล้ว พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินจึงมองว่า ความศรัทธาและวิธีที่เราดำเนินชีวิตนั้นเป็นสิ่งเดียวกันและไม่แยกออกจากกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าว คำชี้นำของสมาคมโซคาจึงกล่าวถึงหลักการเรื่องความศรัทธาเท่ากับการดำเนินชีวิต ซึ่งอธิบายว่าชีวิตประจำวันแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาต่อพุทธธรรม และสอนว่า ผู้ปฏิบัติพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินควรพยายามให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้คนในสังคมและมีชัยชนะในทุกด้านของชีวิต
พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนถึงการพัฒนาความเป็นมนุษย์ของเราอย่างเต็มที่ สำหรับมนุษย์แล้ว นี่คือความหมายของชัยชนะที่แท้จริง
ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า
“จุดมุ่งหมายของการเกิดมาในชาตินี้ของพระศากยมุนีพุทธผู้เป็นศาสดาคือพฤติกรรมในฐานะมนุษย์”
(ธรรมนิพนธ์ฉบับภาาษอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 852)
พระศากยมุนีพุทธทรงปรากฏขึ้นมาในโลกนี้เพื่อเทศนาคำสอนพุทธธรรม จุดมุ่งหมายของพระองค์ที่ทำเช่นนั้น (จุดมุ่งหมายของการเกิดมาร) มิใช่เรื่องลี้ลับหรือพิเศษแต่อย่างใด ทว่าเพียงเพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นถึงหนทางที่ดีที่สุดของการดำเนินชีวิตในฐานะมนุษย์
กล่าวคือ เราแสดงข้อพิสูจน์ของพลังความศรัทธาโดยประพฤติตนด้วยสำนึกที่ดีเสมอมาท่ามกลางสังคมมนุษย์ และเป็นประชาชนที่มีบุคลิกลักษณะที่ดีงาม ผู้ซึ่งได้รับความไว้วางใจและความเคารพในสถานที่ทำงาน ในชุมชน และจากทุกคนที่อยู่รอบข้าง
พฤติกรรมมนุษย์ที่สูงส่้งที่สุดคือการแสดงความเคารพต่อประชาชน โดยเฉพาะนี่เป็นการกระทำที่ตระหนักถึงธรรมชาติพุทธะที่ซ่อนอยู่ภายในชีวิตของผู้คนทั้งหลาย ให้การเชิดชูธรรมชาติพุทธะดังกล่าวจากใจจริง และให้ความเคารพต่อทุกผู้คน พื้นฐานของสิ่งนี้ก็คือการดำเนินชีวิตที่มีความปรารถและปณิธานที่จะช่วยให้ผู้คนทั้งหลายสามารถแสดงธรรมชาติพุทธะนั้นออกมา หรือบรรลุพุทธภาวะนั่นเอง นี่คือสิ่งที่แสดงออกมาในการกระทำของเราที่มอบความรักอย่างทะนุถนอมและเอาใจใส่ต่อบุคคลที่อยู่ต่อหน้าเรา
สัทธรรมปุณฑริกสูตรบรรยายถึงการปฏิบัติของพระสทาปริภูมิโพธิสัตว์ ซึ่งแสดงความเคารพต่อโลกพุทธะอันเป็นสภาพแผงเร้นที่มีอยู่ในชีวิตของประชาชนทั้งหลาย และด้วยเหตุผลดังกล่าว ท่านจึงแสดงความเคารพต่อทุกคนที่ท่านพบ แม้แต่คนที่ไม่รู้ว่าตนเองมีโลกพุทธอยู่ในชีวิตก็ยังมีพร้อมธรรมชาติพุทธะและสามารถนำศักยภาพนั้นออกมาได้ ดังนั้น จิตวิญญาณของพุทธธรรมก็คือการเชิดชูผู้คนทั้งหลายว่าเป็น “บุตรของพระพุทธะ” ซึ่งให้การเคารพสูงสุดต่อชีวิตของแต่ละคนและมองว่าทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน
หากจิตวิญญาณดังกล่าวแพร่หลายไปทั่ว ความรุนแรงหรือการกระทำที่เหยียบย่ำต่อความอยู่ดีมีสุขของผู้อื่นก็จะไม่เกิดขึ้น ด้วยความเชื่อมั่นนั้นเป็นพื้นฐาน พุทธธรรมขชองพระนิชิเร็นไดโชนินจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคมด้วยการสนทนาที่ยึดมั่นหลักการแห่งการให้ความเคารพต่อทุกผู้คน
ในยุคชั่วร้ายแห่งสมัยธรรมปลาย ความสับสนของประชาชนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ความคิดที่นำไปสู่การดูถูกเหยีดหยามและการเลือกปฏิบัติต่อผู้อื่น หรือทำให้ประชาชนกลายเป็นเครื่องมือเพื่อสนองเป้าหมายที่เห็นแก่ตัวมีอยู่ดาษดื่น ไม่มีหนทางอื่นใดที่จะเปลี่ยนแปล่งแนวโน้มของสังคมที่มีความเสื่อมทราบและยกสภาพชีวิตของประชาชนให้สูงขึ้น ได้ดีไปกว่าการแผ่ขยายวัตรปฏิบัติที่แสดงออกถึงพฤติกรรมที่เคารพผู้อื่น ให้ความสำคัญกับชีวิตและยึกมั่นในศักดิ์ศรีของมนุษย์
ยิ่งกว่านั้น เพื่อที่จะทำให้สังคมดีขึ้น เราต้องต่อสู้ท้าทายอย่างเข้มแข็งกับลักษณะความคิดที่ดูถูกประชาชนและลักษณะความคิดที่ส่งเสริมมิจฉาทิฏฐิของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ พฤติกรรมที่แผ่ขยายความดีและว่ากล่าวความชั่วจึงเป็นแก่นแท้การปฏิบัติพุทธธรรม และแสดงข้อพิสูจน์แห่งชัยชนะในชีวิตที่ชัดเจนสำหรับพวกเราในฐานะพุทธศานิกชนและในฐานะมนุษย์
สมาคมโซคาเป็นองค์กรศาสนาที่ปฏิบัติคำสอนของพุทธธรรมอันมีจุดเริ่มต้นมาจากพระศากยมุนีพุทธะที่ประเทศอินเดีย และมีการพัฒนาสืบสานคำสอนต่อกันมา โดยพระนาคารชุนและพระวสุพันธุ์ ซึ่งเป็นสงฆ์ผู้คงแก่เรียนชาวอินเดียที่ได้รับความเคารพในฐานะโพธิสัตว์ โดยพระมหาธรรมาจารย์เทียนไท้(พระจื้ออี้) และพระมหาธรรมาจารย์เมียวลัก(พระเมียวโล หรือ พระชานจัน)ของจีน และพระมหาธรรมาจารย์เด็งเงียว(โซโช)ของญี่ปุ่น และพระนิชิเร็นไดโชนิน สมาคมโซคาสืบทอดและธำรงไว้ซึ่งคำสอนและประเพณีปฏิบัติแห่งมนุษยนิยมของพุทธธรรม ซึ่งเป็นพุทธธรรมที่ยืนยันเรื่องการให้ความเคารพต่อชีวิตและมนุษย์ทุกคนที่พระศากยมุนีพุทธะทรงเป็นผู้เริ่มต้นไว้
สมาคมโซคายึดหลักคำสอนของสัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรหัวใจสำคัญของพุทธศาสนามหายาน โดยมีการปฏิบัติศรัทธาและดำเนินกิจกรรมต่างบ ๆ ที่ปรับให้สอดคล้องเหมาะกับยุคสมัยใหม่ สมาคมโซคาสานต่อเจตนารมณืรากฐานของสัทธรรมปุณฑริกสูตรตามที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้สอนไว้และแสดงแบบอย่างด้วยชีวิตและการกระทำของท่าน
พระศากยมุนีพุทธะประสูติเป็นเจ้าชายที่ประเทศอินเดียโบราณ(สถานที่ประสูติคือลุมพินีซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นประเทศเนปาลในปัจจุบัน)
เมื่อทรงพระเยาว์ พระศากยมุนีพุทธะทรงรับรู้ถึงความทุกข์ของชีวิตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คือ เกิด แก่ เจ็บ และตาย แม้ยังทรงพระเยาว์และมีพระพลานามัยดี แต่พระองค์ก็ทรงตระหนักว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่งพระองค์ก็จะต้องทรงประสบกับความทุกข์ดังกล่าวเช่นกัน จึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จออกจากพระราชวังและทรงเริ่มแสวงหาด้านจิตวิญญาณเพื่อที่จะค้นหาวิธีดับทุกข์ขั้นรากฐานเหล่านี้
ในฐานะที่ทรงเป็นเจ้าชาย พระศากยมุนีพุทธะทรงมีพระชนม์ชีพที่เพียบพร้อมและสะดวกสบายทุกประการ เป็นชีวิตที่คนส่วนใหญ่รู้สึกอิจฉา แต่เมื่อพระองค์ทรงตระหนักว่าความมั่งคั่งและความหรูหราที่ผู้คนแสวงหาในชีวิตนั้น สุดท้ายก็เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวและว่างเปล่า พระองค์ไม่อาจค้นพบความสุขที่แท้จริงจากสิ่งเหล่านั้น จึงเป็นเหตุที่ทำให้พระองค์ทรงแสวงหาปรัชญาหรือคำสอนที่ให้ความกระจ่างในความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์
พระศากยมุนีพุทธะทรงไม่ได้รับคำตอบจากทั้งคำสอนต่าง ๆ ด้านจิตวิญญาณที่สืบทอดกันมาแต่ดั้งเดิมของประเทศอินเดีย หรือแนวคิดและความเชื่อของบรรดานิกายเกิดใหม่ที่แพร่หลายอยู่ในขณะนั้น ดังนั้น พระองค์จึงทรงแสวงหาโดยการบำเพ็ญสมาธิเพื่อจะค้นพบสาเหตุรากฐานและวิธีดับทุกข์ของชีวิต ด้วยวิธีนี้ทำให้พระองค์ได้ตรัสรู้ธรรมะอันเป็นนิรันดร์ของจักรวาล ซึ่งมีพร้อมอยู่ในทุกชีวิตและสกลจักรวาล
คำว่า “ศากยมุนี” เป็นพระนามที่ใช้ยกย่อง มีความหมายว่า “อริยบุคคลแห่งวงศ์ศากยะ” คำว่า “ศากยะ” เป็นพระนามของราวงศ์ของพระองค์ส่วนคำว่า “มุนี” หมายถึง “อริยบุคคล” คำว่าพระพุทธะซึ่งเป็นคำที่คนทั่วไปใช้เรียกขานพระองค์ มีความหมายว่า “ผู้ตื่น”
ส่วนธรรมที่พระศากยมุนีพุทธะทรงตื่นรู้ ก็ได้กลายเป็นแก่นคำสอนของพุทธธรรม
พระศากยมุนีพุทธะทรงประกาศว่า การที่ประชาชนไม่รู้ถึงศักดิ์ศรีที่มีพร้อมอยู่ภายในชีวิตของตน มีผลทำให้ชีวิตของพวกเขาถูกครอบงำด้วยอัตตาหรือความเห็นแก่ตัว เป็นเหตุให้ประชาชนมีชีวิตจมอยู่กับความปรารถนาเฉพาะหน้าที่เห็นแก่ตัว และถูกพัดพาให้แสวงหาความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ดังนั้น พระองค์จึงทรงสอนว่าหนทางที่สูงส่งและน่ายกย่องที่สุดสำหรับประชาชนในการดำเนินชีวิตที่มีศักดิ์ศรีอย่างแท้จริง คือการตื่นรู้ธรรมะอันเป็นนิรันดร์ของจักรวาลที่มีพร้อมอยู่ในชีวิตของประชาชน และหวนกลับไปสู่สภาพชีวิตบริสุทธิ์ที่มีมาแต่ดั้งเดิม ซึ่งหลุดพ้นจากอวิชชาหรือความมืดมนขั้นพื้นฐาน
คำสอนของพระพุทธะในเรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็น “การฟื้นคุณค่าของความเป็นมนุษย์” ซึ่งเน้นให้ประชาชนรู้ว่าการฟื้นคืนศักดิ์ศรีของชีวิต และแสดงศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดของตนด้วยการนำปัญญาที่มีพร้อมอยู่ในชีวิตออกมานั้น มีความสำคัญเพียงใด
โดยการทำให้ประชาชนตื่นรู้คุณค่าและศักดิ์ศรีของชีวิตของพวกเขาเองแล้ว พระศากยมุนีพุทธะยังทรงสอนให้พวกเขาเกิดความเข้าใจและให้ความเคารพต่อคุณค่าและศักดิ์ศรีของชีวิตผู้อื่นเช่นกัน นี่คือ เจตนารมณ์พื้นฐานของความเมตตากรุณาในพุทธธรรม
ครั้งหนึ่ง พระศากยมุนีพุทธะทรงอธิบายให้พระราชาพระองค์หนึ่งทราบว่า ทุกชีวิตล้วนรักชีวิตตนเองยิ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้น ผู้ที่รักชีวิตตนเองก็ไม่ควรทำร้ายผู้อื่น
ความเมตตากรุณาที่สอนอยู่ในพุทธธรรม หมายถึง การเข้าใจว่าผู้อื่นก็มีความสำคัญและมีค่าเหมือนตัวเรา ด้วยเหตุนี้ เราก็ควรให้ความเคารพผู้อื่นดุจเดียวกับที่เราให้ความเคารพตัวเราเอง ความเมตตากรุณาในพุทธธรรมจึงเป็นคำสอนที่สอนให้มนุษย์เกิดความเข้าใจและให้ความเคารพซึ่งกันและกัน
พระศากยมุนีพุทธะทรงเทศนาธรรมเป็นเวลาประมาณ 50 ปี และภายหลังเสด็จปรินิพพาน บรรดาลูกศิษย์ของพระองค์ก็ได้รวบรวมคำสอนและการกระทำต่าง ๆ ของพระองค์ ส่วนบันทึกคำสอนที่เป็นหลักธรรมต่าง ๆ ของพระองค์เรียกว่า “พระสูตร” ในบรรดาคำสอนทั้งหมดของพระองค์ พระสูตรมหายานให้ความสำคัญกับเรื่องที่เกี่ยวกับความเมตตากรุณาและปัญญา และในบรรดาพระสูตรมหายานนี้ พระสูตรที่โดดเด่นที่สุดคือสัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งได้รับการยกย่องว่า “ราชาแห่งพระสูตรทั้งหลาย”
พระพุทะตรัสไว้ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า การเทศนาสัทธรรมปุธณฑริกสูตรทำให้พระองค์ทรงบรรลุความปรารถนาที่มีมาตั้งแต่สมัยกาลนาน ซึ่งทรงต้องการยกระดับสภาพชีวิตของประชาชนทั้งหลายให้เท่าเทียมกับสภาพชีวิตของพระองค์เอง นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเรียกร้องแล้วเรียกร้องอีกให้ลูกศิษย์มากมายนับไม่ถ้วนสืบทอดและร่วมกันตั้งความปรารถนาหรือปณิธานอันเป็นนิรันดร์ และสานต่อการปฏิบัติแห่งความเมตตากรุณาเพื่อที่จะบรรลุปณิธานดังกล่าว
พระนิชิเร็นไดโชนินถือว่าความทุกข์ของประชาชนทั้งหลายคือความทุกข์ของท่านเอง และในช่วงเวลาที่สังคมมีความสับสนอลหม่านครั้งใหญ่ ท่านก็ได้เพียรพยายามค้นหาหนทางที่จะช่วยเหลือประชาชนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ที่เกิดขึ้น ท่านได้ตั้งปณิธานที่จะเผยแผ่และชี้ให้ผู้คนทั้งหลยรู้ถึงคำสอนของพุทธธรรมที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถมีความสุขและศักดิ์ศรีที่แท้จริง ท่านศึกษาอรรถกถาและบทนิพนธ์ต่าง ๆ ของสงฆ์ผู้คงแก่เรียนทั้งหลายก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน ตัวท่านเองก็ศึกษาและตรวจสอบคำสอนของพระสูตรต่าง ๆ ในพุทธศาสนาจำนวนมากอย่างถี่ถ้วน จากการศึกษาค้นคว้าของท่าน พระนิชิเร็นไดโชนินก็ได้พบคำตอบที่ท่านแสวงหาในสัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งสอนถึงวิธีที่ประชาชนทั้งหลายจะสามารถแสดงศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด และนำศักยภาพดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในสังคมมนุษย์
โดยยึดหลักคำสอนต่าง ๆ ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร พระนิชิเร็นไดโชนินได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะทำให้ความสุขและศักดิ์ศรีที่แท้จริงของประชาชน ตลอดจนความสงบสุขและปลอดภัยของสังคมปรากฏเป็นจริงขึ้นมา ท่านได้เผชิญการบีฑาที่คุกคามชีวิตจากผู้มีอำนาจ และเผชิญการต่อต้านที่รุนแรงจากประชาชนอันเนื่องจากการที่พวกเขาขาดความเข้าใจในคำสอนที่ถูกต้องของพุทธธรรม และการที่พวกเขามีการยึดติดที่ผิดพลาดอยู่กับแนวคิดเดิม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ก็มิอาจหยุดยั้งท่านได้แม้แต่น้อย พระนิชิเร็นไดโชนินยังคงปฏิบัติตรงตามคำสอนของสัทธรรมปุณฑริกสูตร โดยการส่งเสริมกำลังใจและช่วยเหลือฟ้้นฟูชีวิตของประชาชนแม้จะต้องเสี่ยงชีวิตก็ตาม
พระนิชิเร็นไดโชนินได้ก่อตั้งกสนปฏิบัติแห่งการสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวและจารึกโงะฮนซนเป็นสิ่งสักการบูชาแห่งความศรัทธาหรือการอุทิศชีวิต ท่านได้เปิดหนทางเพื่อการบรรลุพุทธภาวะของประชาชนทั้งหลายด้วยการชี้ เปิดเผย และก่อตั้งคำสอนอันเป็นหัวใจของสัทธรรมปุณฑริกสูตร
ใน “บทนิพนธ์เรื่องการก่อตั้งคำสอนที่ถูกต้องเพื่อให้ประเทศเกิดสันติ” พระนิชิเร็นไดโชนินยืนยันว่า ประชาชนแต่ละคนจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อสังคมมีความสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง ท่านเขียนว่า
“หากประเทศชาติล่มสลายและบ้านเรือนถูกทำลายสิ้นแล้ว จักมีที่ใดให้หลบลี้เพื่อความปลอดภัยได้เล่า หากห่วงใยต่อความปลอดภัยมั่นคงของตนเองแล้ว ก่อนอื่นควรจะอธิษฐานให้เกิดความสงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อยทั่วแผ่นดินมิใช่หรือ” (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาไทย เล่ม 1 หน้า 93)
เป้าหมายของความเพียรพยายามตลอดชั่วชีวิตของพระนิชิเร็นไดโชนินคือการก่อตั้งคำสอนที่ถูกต้องเพื่อให้ประเทศเกิดสันติ ซึ่งนั่นก็คือ การก่อตั้งปรัชญาแห่งการเคารพศักดิ์ศรีของชีวิต ให้เป็นหลักการชี้นำของสังคม และสร้างโลกที่ผู้คนสามารถดำเนินชีวิตอยู่อย่างสงบสุขและปลอดภัย
เป้าหมายนี้ตรงกับสิ่งที่ผู้ปฏิบัติพุทธธรรมได้เพียรพยายามทำมาตลอดตั้งแต่สมัยพระศากยมุนีพุทธะ เพื่อที่จะเอาชนะการทำลายล้างที่เกิดจากความเห็นแก่ตัว ซึ่งสร้างความเสียหายและความทุกข์มากมายต่อประชาชนและสังคม ความเพียรพยายามดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นแนวทางมนุษยนิยมใหม่ที่ยึดเจตนารมณ์รากฐานของพุทธธรรม เพื่อช่วยให้ประชาชนมีความสุขทั้งตนเองและผู้อื่น เป็นแนวทางที่มุ่งก่อให้เกิดความไว้วางใจ การสร้างคุณค่า และความสามัคคีปรองดอง
กุญแจที่จะทำให้กระบวนการข้างต้นนี้บรรลุผลก็คือการสนทนาที่ยึดเหตุผลและมนุษยชาติเป็นหลัก
ด้วยความเพียรพยายามที่ไม่เห็นแก่ตนเอง ประธานผู้ก่อตั้งสมาคมโซคาทั้ง 3 ท่่าน ซึ่งได้แก่ อาจารย์จึเนะซาบุโร มาคิงุจิ อาจารย์โจเซอิ โทดะ และอาจารย์ไดซาขุ อิเคดะ คือผู้ที่ทำให้ปรัชญาและการปฏิบัติพุทธรรมองพระนิชิเร็นไดโชนินฟื้นคืนขึ้นมาใหม่ในยุคปัจจุบัน
สมาชิกของสมาคมโซคาเข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ บนพื้นฐานคำชี้นำของประธานผู้ก่อตั้งสมาคมทั้ง 3 ท่าน
สำหรับมาชิกแต่ละคน ๆ ขณะที่ท้าทายต่อสู้เรื่องต่าง ๆ ของตนเอง พวกเขาก็ใช้การปฏิบัติสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวเพื่อช่วยให้พวกเขาเห็นถึงชีวิตของตนเองได้อย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งนำความหวังและความกล้าหาญออกมาต่อสู้กับปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ นอกจากนั้น สมาชิกของสมาคมโซคายังพยายามพัฒนาบุคลิกภาพให้มีความสมบูรร์โดยการอุทิศทุ่มเทอย่างจริงจังเพื่อสร้างค่านิยมที่เต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์ นี่คืการปฏิบัติที่เรียว่าการปฏิวัติมนุษย์
สมาชิกทั้งหลายยังพยายามศึกษาธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินและคำชี้นำของอาจารย์อิเคดะเพื่อให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มีการเล่าประสบการณ์ความศรัทธา ส่งเสริมกำลังใจและให้การสนับสนุนซึ่งกันและกำัน ผ่านการพูดคุยสนทนากับเพื่อนสมาชิกทุกวัน และการเข้าร่วมประชุมต่าง ๆ ของสมาคมโซคา
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังพูดคุยกับเพื่อนและคนคุ้นเคย เกี่ยวกับหลักธรรมและเจตนารมณ์ของพุทธธรรม ตลอดจนการมีชีวิตที่ดีขึ้นการปฏิบัติศรัท ด้วยวิธีนี้ พวกเขาได้แผ่ขยายความเข้าใจและการให้ความสนับสนุนปรัชญาพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินที่ให้ความสำคัญต่อชีวิต ตลอดจนกิจกรรมแห่งมนุษยนิยมของสนมาคมโซคา ในเวลาเดียวกันก็ขยายเครือข่ายของผู้ที่ยึดถือความศรัทธาต่อธรรมมหัศจรรย์
เป้าหมายของการปฏิบัติพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินคือการทำให้ประชาชนสามารถมีความสุขทั้งตนเองและผู้อื่น อีกทั้งยังให้ความสำคัญต่อการที่บุคคลแต่ละคนทำประโยชน์ให้แก่ท้องถิ่นในฐานะพลเมืองดี และพัฒนาตนเองจนเป็นบุคคลที่ขาดไม่ได้ ซึ่งผู้อื่นสามารถไว้วางใจและพึ่งพาได้ โดยการบรรลุบทบาทหน้าที่ของตนทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และในสังคม
นอกจากนี้ สมาคมโซคายังเข้าร่วมอย่างกระตือรือร้นในการชี้ให้เห็นประเด็นที่เป็นปัญหาของโลกซึ่งมนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันโดยการจัดนิทรรศการนานาชาติเกี่ยวกับการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ และการริเริ่มโครงการให้การสนับสนุนช่วยเหลือผู้ลี้ภัย เพื่อเน้นให้เห็นความสำคัญด้านสันติภาพ การเคารพต่อศักดิ์ศรีของชีวิต และสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ สมาคมโซคายังจัดนิทรรศการในหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อรณรงค์ให้เกิดการตื่นรู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องพยายามพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อมในระดับโลก
สมา่คมโซคาได้ค้นพบใหม่อีกครั้งหนึ่งถึงประเพณีปฏิบัติของปรัชญาและการปฏิบัติแห่งมนุษยนิยม ที่เริ่มตั้งแต่พระศากยมุนีพุทธะและสานต่อโดยพระนิชิเร็นไดโชนิน จึงตระหนักและเชิดชูสิ่งนี้ว่าเป็นหัวใจของพุทธธรรม นอกจากนี้ สมาคมโซคาก็กำลังสืบสานประเพณีปฏิบัติและเจตนารมณ์นี้อยู่ในสังคมปัจจุบัน และทำการส่งมอบไปสู่อนุชนในอนาคต ผ่านกิจกรรมและการริเริ่มโครงการต่าง ๆ ของสนมาฯด้วยการสนทนาที่มุ่งหมายให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและสร้างแรงบันดาลใจ พวกเราสมาชิกสมาคมโซคาเพียรพยายามอย่างต่อเนื่องในการเสริมสร้างผู้มีความสามารถจำนวนมาก ซึ่งแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ในแวดวงต่าง ๆ เพื่อเป็นตัวอย่างที่อธิบายถึงหลักการมนุษยนิยมของพุทธธรรม การเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะทำให้ความสุขของมนุษยชาติและสันติภาพโลกปรากฏเป็นจริง เรียกว่าการเผยแผ่ธรรมไพศาล
พุทธธรรมซึ่งเริ่มต้นที่ประเทศอิเดีย แล้วเผยแผ่ไปทางทิศตะวันออกสู่ประเทศญี่ปุ่น ในปัจจุบันก็ได้ย้อนกลับไปทางทิศตะวันตก ไม่เพียงเผยแผ่ไปเฉพาะประเทศต่าง ๆ ในเอเชียและประเทศอินเดียวเท่านั้น แต่ยังเผยแผ่ไปทั่วโลกอีกด้วย นี่คือความหมายของพุทธธรรม “เผยแผ่ไปทางทิศตะวันตก” หรือ “ย้อนคืนสู่ตะวันตก” ทุกวันนี้ การเคลื่อนไหวของพุทธธรรมแห่งมนุษยนิยมได้แผ่ขยายไปถึง 192 ประเทศและเขตการปกครองทั่วโลก