← เนื้อหาหลัก (5 หัวข้อ)A4 · แนวนอน · แต่ละหัวข้อขึ้นหน้าใหม่ แยกแจกเป็นแผ่นๆ ได้
ใบอ่านที่ 1/6 · ที่มา: จุลสารมุ่งสู่ความสุข ฉบับ พ.ย.–ธ.ค. พ.ศ. 2554 · บทความอาจารย์อิเคดะ

ซากุระ บ๊วย ท้อ และสาลี่

บทสนทนาหัวข้อนี้ เป็นการสนทนาระหว่างอาจารย์ไดซาขุ อิเคดะ ประธานองค์กรโซคาสากล กับผู้นำฝ่ายยุวชนชาย คุณโนบุฮิสะ ทานาโนะ ผู้นำฝ่ายยุวชนหญิง คุณยูมิโกะ คุมาซาวา และผู้นำยุวชนภูมิภาคคันโต คุณโคอิจิ อาเบะ

ทานาโนะ : ช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นของเดือนกรกฎาคมกำลังใกล้จะมาถึงแล้วครับ เป็นเดือนแห่งประเพณีของฝ่ายยุวชนของสมาคมโซคาที่พวกเราจะเฉลิมฉลองอย่างมีชัยชนะต่อการเวียนมาถึงของวันก่อตั้งฝ่ายยุวชนชาย ในวันที่ 11 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ พวกเราสมาชิกในฝ่ายยุวชนชายกำลังทำงานอย่างแข็งขันร่วมกัน เพื่อแผ่ขยายเครือข่ายแห่งมิตรภาพและความเข้าใจที่ดีต่อกันครับ

อาจารย์อิเคดะ : ผมดีใจที่ได้รับฟังว่าสมาชิกของฝ่ายยุวชนของสมาคมโซคาล้วนมีจิตใจที่ดีงาม

การพัฒนาสืบต่อไปของการเผยแผ่ธรรมไพศาลขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและพลังของฝ่ายยุวชน ผมหวังว่าพวกคุณจะต่อสู้ต่อไปอย่างเชื่อมั่นด้วยความตระหนักรู้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในภาระหน้าที่ของตนเอง

คุมาซาวา : ส่วนวันที่ 19 กรกฎาคมนั้น เป็นวันครบรอบการก่อตั้งของฝ่ายยุวชนหญิงค่ะ พวกเรา เพื่อนสมาชิกยุวชนหญิงกลุ่มอิเคดะ-คะโยไก ล้วนมีความตั้งใจว่าจะเปิดประตูแห่งชัยชนะที่สดใหม่แห่งอาจารย์กับศิษย์ด้วยกันค่ะ

อาจารย์อิเคดะ : ผมแน่ใจว่าไม่มีสถานที่แห่งใดในโลกนี้ ที่จะมีการรวมตัวกันของเยาวชนที่เต็มเปี่ยมด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง เฉกเช่นสมาชิกยุวชนของสมาคมโซคาอีกแล้ว

เพื่อนสมาชิกยุวชนจำนวนมากมาย ล้วนกำลังต่อสู้อย่างองอาจท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจถดถอย ผมหวังว่าพวกคุณจะเอาชนะความยากลำบากที่เผชิญอยู่ได้ ขณะเดียวกันก็คอยมอบกำลังใจและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ผมสวดไดโมขุและอธิษฐานให้แก่ทุกคนอย่างสุดหัวใจด้วยเช่นกัน ความปรารถนาของผมก็คือให้ยุวชนทุกคนมีความมานะบากบั่นและแสดงข้อพิสูจน์ด้านความเป็นจริงของทฤษฎีธรรมที่ว่า "ความศรัทธาเท่ากับการดำเนินชีวิต" และ "พุทธธรรมสำแดงให้ปรากฏออกมาในสังคม" พลางก็ดำรงชีวิตในรูปแบบของยุวชนที่เต็มเปี่ยมด้วยผลบุญกุศลที่ไร้ขอบเขตจำกัด

อาเบะ : พวกเรา เพื่อนสมาชิกยุวชนในภูมิภาคคันโต 1 ของประเทศกำลังต่อสู้อย่างกระตือรือร้นครับ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว (ค.ศ. 1960 หรือ พ.ศ. 2503) เพื่อนสมาชิกยุวชนของจังหวัดไซตามะ (พื้นที่ส่วนหนึ่งของคันโต) เป็นกลุ่มบุคคลกลุ่มแรกที่เรียกร้องให้มีการแต่งตั้งอาจารย์เป็นประธานท่านที่ 3 ของสมาคมโซคา และพวกเราล้วนสืบทอดประเพณีแห่งการต่อสู้เช่นนั้นไว้ โดยเชื่อมตรงกับอาจารย์ พวกเราสมาชิกยุวชนของคันโต ต่างพากันตัดสินใจว่าจะมีชัยชนะในทุก ๆ การต่อสู้ครับ

อาจารย์อิเคดะ : เพื่อนสมาชิกในภูมิภาคคันโตนั้นสดใสและมีชีวิตชีวามากครับ ผมได้สร้างระบบการขึ้นที่จังหวัดไซตามะของภูมิภาคคันโต ให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคแห่งนี้ มีสุภาษิตญี่ปุ่นโบราณกล่าวไว้ว่า "จงปกครองพื้นที่คันโต เมื่อนั้นท่านจะได้ปกครองทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น" และในความเป็นจริง ภูมิภาคคันโตก็คือศูนย์กลางที่ทรงคุณค่าและมีเกียรติยิ่ง อีกทั้งยังเป็นปราการสำคัญของการเผยแผ่ธรรมไพศาล ไม่เพียงสำหรับประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แต่สำหรับทั่วโลกด้วย

เนื่องจากภาระหน้าที่ของพวกคุณมีความสำคัญ เหตุนี้การต่อสู้ของพวกคุณจึงมีความยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตาม เป็นดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้เทศนาแก่ลูกศิษย์หนุ่มของท่าน คือ ท่านนันโจ โทขิมิจึ ที่ว่า

"แม้ว่าพวกเราจะมีความทุกข์ในบางเวลา แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความสุข ความปีติยินดีกำลังรอคอยพวกเราอยู่ ประดุจการเป็นเจ้าชายรัชทายาท โอรสเพียงองค์เดียวของกษัตริย์ เมื่อพิจารณาเช่นนี้แล้ว เจ้าชายจะไม่ได้ขึ้นครองราชย์นั้น เป็นไปได้อย่างไร ?" (ธรรมนิพนธ์ภาษาอังกฤษเล่ม 2 หน้า 882)

ความเพียรพยายามที่แม้ว่าจะยากลำบากและเหน็ดเหนื่อยทั้งปวงที่พวกคุณกำลังกระทำอยู่ในเวลานี้ ย่อมประดับประดาชีวิตของทุกคนด้วยความดีงามและเกียรติยศ ประหนึ่งเกียรติยศของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่

ทานาโนะ : บันทึกของอาจารย์ในวัยยุวชน (เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1950 หรือ พ.ศ. 2493) ได้บันทึกไว้เกี่ยวกับรายละเอียด ในขณะที่กำลังเดินทางอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยไปทั่วพื้นที่ของจังหวัดไซตามะ มีข้อความที่กล่าวว่า "(การต่อสู้) เข้มข้นมากขึ้นทุกวัน ต้องต่อสู้ ! ผมยังหนุ่มแน่น ผมยังหนุ่มแน่น ถ้าไม่ต่อสู้ตอนนี้ แล้วเมื่อไรที่ผมจะมีช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ของยุวชน ได้อีก ?" พวกเราสมาชิกฝ่ายยุวชน ต่างพากันตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะสามัคคีกัน และช่วยกันสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์ด้วยจิตวิญญาณเช่นเดียวกันนี้ครับ

อาจารย์ครับ ในการสนทนาคราวนี้ พวกเราขอร้องให้ท่านได้กรุณาสนทนาและบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่อง "จิตวิญญาณแห่งต่างกายใจเดียว" ด้วยครับ

อาจารย์อิเคดะ : หัวข้อนี้มีข้อคิดที่สำคัญที่กล่าวได้ว่าเชื่อมตรงกับพวกเราจำนวนมาก แต่แท้จริงแล้วยังถือเป็นหัวข้อที่มีความลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะเป็นแก่นแท้ของการปฏิบัติศรัทธาต่อคำสอนพุทธธรรมของพวกเรา เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชัยชนะในความพากเพียรเพื่อทำการเผยแผ่ธรรมให้ไพศาลของพวกเรา เป็นทั้งรากฐานที่พวกเราจำเป็นต้องหวนกลับไปอยู่เสมอ

การมอบคำบรรยายโดยอยู่ในแนวหน้าของการเผยแผ่ธรรมไพศาล

อาเบะ : ในวัยยุวชนของอาจารย์ ท่านได้บรรยายธรรมนิพนธ์ต่าง ๆ ของพระนิชิเร็นไดโชนิน แก่เพื่อนสมาชิกที่เมืองคาวาโงเอะ ในจังหวัดไซตามะ เป็นเหตุการณ์ที่เพื่อนสมาชิกทั้งหลายในคันโตต่างก็มีความภาคภูมิใจและถนอมความทรงจำอันล้ำค่านี้ไว้เป็นอย่างดีครับ ในการบรรยายหลาย ๆ ครั้งนั้น อาจารย์ได้สอนถึงความสำคัญของความสามัคคีแห่ง "ต่างกายใจเดียว" เป็นคำชี้นำที่ท่านมักจะมอบให้แก่เพื่อนสมาชิกในช่วงนั้น จนก่อเกิดเป็นคติพจน์ของจังหวัดไซตามะว่า "จงมีความสามัคคีที่แข็งแกร่งประดุจหุ้มห่อด้วยเหล็ก"

เมื่อไม่นานนี้ ผู้นำกับเพื่อนสมาชิกในฝ่ายยุวชนชายกับกลุ่มนิสิต ได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของการบรรยายธรรมของอาจารย์ที่เมืองคาวาโงเอะ พวกเขาค้นพบว่าท่านได้บรรยายธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินให้แก่สมาชิกของตำบลคาวาโงเอะ เขตชิกิ ตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 1951 (พ.ศ. 2494) จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1953 (พ.ศ. 2496) รวมธรรมนิพนธ์ต่าง ๆ ที่ท่านบรรยายนั้นมีมากถึง 11 เรื่องด้วยกัน อาทิ ธรรมนิพนธ์เรื่อง "การสืบทอดสายเลือดที่สำคัญยิ่งเพียงหนึ่งเดียวแห่งการเกิดตาย" "เกาะซาโดะ" และ "การบีฑาอริยบุคคล"

อาจารย์อิเคดะ : ผมมีความทรงจำที่สุขใจมากในช่วงเวลานั้น และไม่เคยลืมเลือนใบหน้าของสมาชิกผู้ศรัทธาของเมืองคาวาโงเอะ ที่มาศึกษาพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินด้วยกันกับผม ขณะนั้นผมอายุได้ 23 ปี ตอนที่เริ่มต้นบรรยายพุทธธรรม เวลานั้นอาจารย์โทดะได้เข้ารับตำแหน่งประธานของสมาคมโซคาแล้ว (เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1951 หรือ พ.ศ. 2494) และผมทำการบรรยายธรรมนิพนธ์ อีกทั้งยังแบกรับความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ไว้บนบ่าทั้งสองข้างของตนเองด้วยความยินดี เพื่อที่จะพยายามแก้ไขสภาพธุรกิจที่มีปัญหาของอาจารย์โทดะ

อาจารย์โทดะชี้นำอย่างเข้มงวดต่อพวกเราซึ่งเป็นผู้บรรยายธรรมว่า "แค่เพียงการบรรยายธรรมนั้นยังไม่เพียงพอ แต่พวกคุณจะต้องส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติศรัทธามีความศรัทธาที่เข้มแข็งและไม่หวั่นไหว" ท่านยังกล่าวต่อไปอีกว่า "เวลาบรรยายธรรมนั้น ขอให้กระทำด้วยความเชื่อมั่นว่า กำลังกระทำในฐานะตัวแทนของผม !"

"ในฐานะตัวแทนของผม" คำกล่าวของอาจารย์โทดะ เป็นการบอกกล่าวแก่พวกเราว่า จงปฏิบัติในฐานะของตัวแทนที่ถูกส่งโดยตรงมาจากประธานของสมาคมโซคา ด้วยความตระหนักถึงความจริงดังนี้ บวกกับความรับผิดชอบ พวกเราจึงบรรยายธรรมกันอย่างกระตือรือร้น ทุกครั้งที่ได้ทำการบรรยายธรรมนั้น เปรียบเสมือนกับการฝึกฝนที่เยี่ยมยอดสำหรับพวกเรา

การต่อสู้อย่างเต็มเปี่ยมด้วยพลังที่อยู่ในแนวหน้าของการเผยแผ่ธรรมไพศาล ในฐานะตัวแทนฝ่ายยุวชนของอาจารย์ของตนเองนั้น เป็นการต่อสู้ที่มีความหมายอย่างยิ่ง และไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน กล่าวได้ว่าไม่มียุวชนคนใด ที่จะทอประกายแสงแห่งความรุ่งโรจน์เหนือกว่านี้อีกแล้ว

อาเบะ : เมื่อพวกเราช่วยกันค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของการบรรยายธรรมคราวนั้น ผมรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งที่อาจารย์ได้มอบใบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมทุกคน เมื่อเข้าศึกษาธรรมนิพนธ์แต่ละครั้ง ข้อความในประกาศนียบัตรประกอบด้วย ชื่อของผู้มาศึกษาธรรม ชื่อของผู้บรรยาย ชื่อเรื่องของธรรมนิพนธ์ที่ศึกษากับวันที่ และยิ่งไปกว่านั้นยังมีชื่อของอาจารย์โจเซอิ โทดะ ประธานของสมาคมโซคา และตราประทับตราของสมาคมโซคาอยู่ด้วย

อาจารย์อิเคดะ : ผมรู้สึกประหลาดใจมากที่ยังมีเพื่อนสมาชิกเก็บรักษาใบประกาศนียบัตรนั้นไว้ ! (เสียงหัวเราะ) แม้ว่าจะเป็นใบประกาศนียบัตรที่เรียบง่ายมาก แต่ผมก็มอบให้ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์และจริงใจ เพื่อความสุขของเพื่อนสมาชิก และเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผมมีต่ออนาคตของพวกเขาว่าจะต้องบรรลุความสำเร็จและมีชื่อเสียงที่ดี

คุมาซาวา : หลานสาวของสมาชิกท่านหนึ่งที่ร่วมการศึกษาธรรมด้วย เก็บรักษาประกาศนียบัตรดังกล่าวไว้ในฐานะของทรัพย์สินประจำตระกูลเลยทีเดียวค่ะ เธอผู้นี้เป็นสมาชิกของกลุ่มอิเคดะ-คะโยไกด้วย และกำลังศึกษาในระดับปริญญาโทในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศจีน เธอเขียนรายงานมาว่าในมหาวิทยาลัยที่เธอกำลังศึกษาอยู่ มีศูนย์วิจัยและค้นคว้าไดซาขุ อิเคดะก่อตั้งอยู่ด้วย เป็นสถาบันเพื่อการค้นคว้าแนวคิดและปรัชญาของอาจารย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานกันอย่างเต็มที่และด้วยความตั้งใจค่ะ

อาจารย์อิเคดะ : ความสุขใจที่ยิ่งใหญ่ของผมที่มีต่อเพื่อนสมาชิกที่ได้ร่วมต่อสู้ด้วยกันเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล คือการที่พวกเขาได้รับผลบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ อีกทั้งครอบครัวและบุตรหลานล้วนมีชัยชนะและความสำเร็จในชีวิต ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความเพียรพยายามของพวกเราที่ทำกิจกรรมอยู่ในเครือข่ายแห่งคำสอนของพุทธธรรมร่วมกับเพื่อนสมาชิก ก่อเกิดผลบุญที่ดีงามที่มิอาจวัดได้แก่ผู้เกี่ยวข้อง และยังคงมีความเรืองรองที่ทอประกายแสงแจ่มจรัสปรากฏออกมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

การต่อสู้ด้วยจิตวิญญาณดุจเดียวกับพระนิชิเร็นไดโชนิน

คุมาซาวา : ในธรรมนิพนธ์เรื่อง "การสืบทอดสายเลือดที่สำคัญยิ่งเพียงหนึ่งเดียวแห่งการเกิดตาย" ซึ่งอาจารย์ได้บรรยายที่เมืองคาวาโงเอะ เนื้อหาของธรรมนิพนธ์ดังกล่าว พระนิชิเร็นไดโชนินเปิดเผยเกี่ยวกับแก่นสารสำคัญของจิตวิญญาณแห่ง "ต่างกายใจเดียว" ท่านบันทึกไว้ว่า

"การที่ลูกศิษย์และอุปัฏฐากทั้งหลายของอาตมานิชิเร็นโดยรวม ไม่มีจิตใจแบ่งแยกตัวเองกับผู้อื่น หรือเขากับเรา และให้คิดว่าเปรียบเสมือนปลาอยู่คู่น้ำ และสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวอย่างต่างกายใจเดียวนั้น สิ่งนี้เรียกว่า 'สายเลือดที่สำคัญยิ่งเพียงหนึ่งเดียวแห่งการเกิดตาย' ยิ่งกว่านั้น ท้ายสุดแล้ว ความสำคัญของสิ่งที่อาตมานิชิเร็นเผยแผ่อยู่ขณะนี้นั้นก็คือสิ่งนี้นั่นเอง ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของการเผยแผ่ธรรมก็คงจะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้" (ธรรมนิพนธ์ภาษาอังกฤษเล่ม 1 หน้า 217)

อาจารย์อิเคดะ : นี่คือข้อความที่ไม่อาจลืมเลือนได้ และอาจารย์โทดะได้บรรยายเกี่ยวกับข้อความนี้หลายครั้งด้วยกัน เนื้อหาของธรรมนิพนธ์ได้สื่อสารเรื่องสำคัญให้แก่ลูกศิษย์ทั้งหมดของพระนิชิเร็นไดโชนิน ท่านประกาศเกี่ยวกับการสืบทอด "สายเลือดที่สำคัญยิ่งเพียงหนึ่งเดียวแห่งการเกิดตาย" ที่เต้นเป็นจังหวะ และไหลเวียนอย่างชัดเจนอยู่ในความเพียรพยายามของการสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว และการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล ด้วย "จิตวิญญาณแห่งต่างกายใจเดียว" พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า "ความสำคัญของสิ่งที่อาตมานิชิเร็นเผยแผ่อยู่ขณะนี้นั้นก็คือสิ่งนี้นั่นเอง ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของการเผยแผ่ธรรมก็คงจะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้" แท้จริงแล้ว การทำงานร่วมกันเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายด้วยความสามัคคี ก็คือเส้นเลือดสำคัญของการเผยแผ่ธรรมไพศาล ถ้าหากว่าพวกเรามีความสามัคคีกันในแนวทางดังกล่าว พวกเราย่อมสามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่สูงส่งได้เป็นผลสำเร็จ

ทานาโนะ : อาจารย์อิเคดะครับ ผมเคยพบตัวอักษรจีนที่ท่านเขียนด้วยลายเส้นที่เข้มแข็งและทรงพลังที่มีความหมายว่า "ความสามัคคีคือความเข้มแข็ง" การทำงานเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลด้วยความสามัคคีและด้วยจิตใจที่แข็งแกร่ง ก็คือการแสดงออกที่สัมบูรณ์ของความสามัคคีที่แท้จริงและหนักแน่น มิใช่หรือครับ ?

อาจารย์อิเคดะ : ถูกต้องครับ ความสามัคคีดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินเทศนานั้น เข้มแข็งและสูงส่งเกินกว่าที่จะนำมาเปรียบเทียบได้

เนื่องจากลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินมีความสามัคคีเพื่อเป้าหมายแห่งความศรัทธา พวกเขาจึงสามารถมีชัยชนะเหนือการบีฑาธรรมอันแสนโหดร้ายและรุนแรงที่ตำบลอะจึฮาระ

นับเป็นเวลานานหลายปี ที่ลูกศิษย์ผู้เป็นสงฆ์หนุ่มคือ พระนิกโคโชนิน หนึ่งในลูกศิษย์หลักของพระนิชิเร็นไดโชนิน ได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำแนวหน้า ในการเผยแผ่ธรรมไพศาลในพื้นที่ของจังหวัดสุรุงะ (ปัจจุบันนี้คือพื้นที่ตอนกลางของจังหวัดชิสึโอกะ) สถานที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของตำบลอะจึฮาระ พระนิกโคโชนินได้นำเอาคำสอนแห่งจิตวิญญาณของพระนิชิเร็นไดโชนิน มาเทศนาให้กับลูกศิษย์ที่เป็นเกษตรกร ชาวนา และเพาะบ่มความศรัทธาแก่พวกเขา รวมทั้งสอนให้ทำการต่อสู้อย่างเป็นหนึ่งเดียวกับพระนิชิเร็นไดโชนินผู้เป็นอาจารย์

ยิ่งไปกว่านั้น พระนิกโคโชนินยังได้ต่อสู้อย่างเข้มแข็ง และมีความสามัคคีกลมเกลียวอย่างแน่นแฟ้นท่ามกลางลูกศิษย์ในท้องถิ่นนั้น บนพื้นฐานของจิตใจแห่งความเท่าเทียมกันและให้ความเคารพต่อกัน ข้ามพ้นความแตกต่างทั้งหลาย เช่น ยศ ตำแหน่ง ฐานะ หรือความเป็นอยู่ทางสังคมที่มักจะเป็นสิ่งกีดขวาง นี่คือเหตุผลว่าเพราะเหตุใด ท่านจึงสามารถสร้างชุมชนของผู้ศรัทธาที่ไม่หวั่นไหว และปฏิเสธที่จะยอมแพ้ให้แก่การบีฑาทั้งหลาย รวมทั้งความยากลำบากต่าง ๆ

ความตายของผู้กล้าหาญซึ่งเป็นชาวนาพี่น้อง 3 คนแห่งตำบลอะจึฮาระ ที่ยินดีสละชีวิตของพวกเขาเพื่อธำรงความศรัทธา สื่อให้เห็นถึงช่วงเวลาสำคัญที่พุทธธรรมมีการวางรากฐานที่หนักแน่นเอาไว้แล้วภายในจิตใจของประชาชน

เป้าหมายที่ประสานเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อบางสิ่งบางอย่างที่จะต้องต่อสู้ให้ได้มา โดยลูกศิษย์ที่แท้จริง ผู้ปฏิบัติโดยยึดถือแบบอย่างจิตวิญญาณของพระนิชิเร็นไดโชนิน และกระทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างมุ่งมั่นอยู่ในแนวหน้าของการต่อสู้ พระนิกโคโชนินคือผู้ที่ได้แสดงถึงสิ่งนี้ด้วยชีวิตและท่าทีของตัวท่าน

คุมาซาวา : การสืบทอดความสามัคคีที่แข็งแกร่งเช่นนี้เพื่อให้การบรรลุเป้าหมายของการเผยแผ่ธรรมไพศาล ยังคงเต้นเร้าอยู่ และค้นพบได้เฉพาะภายในองค์กรของสมาคมโซคาเท่านั้น

อาจารย์อิเคดะ : ถูกต้องครับ สมาคมโซคาคือองค์กรแห่งเพื่อนสมาชิกที่สามัคคีกันและมีเป้าหมายร่วมกัน องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดยท่านประธานจึเนะซาบุโร มาคิงุจิ และประธานโจเซอิ โทดะ เพื่อที่จะสนับสนุนการเผยแผ่ธรรมไพศาล

พระนิชิเร็นไดโชนินประกาศว่า "พวกเรามีชัยชนะเพราะมีความสามัคคีอันดีต่อกัน (หมายถึงความสามัคคีแห่งต่างกายใจเดียว)" (อ้างอิงธรรมนิพนธ์ภาษาอังกฤษเล่ม 1 หน้า 618) ในเวลาเดียวกัน ชัยชนะยังหมายถึงข้อพิสูจน์แห่งความสามัคคีที่มีต่อเป้าหมายเดียวกัน

ผมมีชัยชนะในทุกการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล โดยพยายามก่อเกิด "ความก้าวหน้าไปในเชิงของความสามัคคี" ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นความจริงในการรณรงค์ชักชวนแนะนำธรรม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่เขตคามาตะ เป็นความเพียรพยายามที่จะแผ่ขยายวงของมิตรภาพท่ามกลางสมาชิกฝ่ายยุวชนชายเป็นครั้งแรก การชักชวนแนะนำธรรมที่เขตบุงเคียว และการรณรงค์ที่โอซาก้า 2 การรณรงค์ที่เมืองยามางุจิ 3 รวมทั้งความเพียรพยายามที่จะเผยแผ่พุทธธรรมที่เมืองซัปโปโรในเกาะฮอกไกโด และที่เขตคะจึชิกะ

ทานาโนะ : ในรายการประชุมผู้นำยุวชนทั่วประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน (จัดร่วมกับรายการประชุมหัวหน้าภาคประจำเดือนเมษายน ค.ศ. 2010 หรือ พ.ศ. 2553) สมาชิกจากประเทศไอวอรี่โคสต์ร้องด้วยเสียงอันดังว่า "ความสามัคคี !" และ "ชัยชนะ !" สมาชิกของประเทศไอวอรี่โคสต์กับสมาชิกยุวชน คือผู้ที่ก้าวหน้าไปด้วย "ความสามัคคี" และ "ชัยชนะ !" เป็นเสียงเรียกร้องให้พยายามก้าวหน้าให้มากขึ้นอีก พวกเขาประสบความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนสมาชิกได้ถึง 100 เท่าตัว จากจำนวน 200 เป็น 20,000 ในช่วงเวลา 20 ปี

อาจารย์อิเคดะ : พวกเขากำลังต่อสู้อย่างหนัก เพื่อนสมาชิกแต่ละคนก็คือ พระพุทธะผู้สูงส่งอย่างยิ่ง ภายหลังจากที่ต้องทนทุกข์กับเหตุการณ์สงครามกลางเมือง สมาชิกเอสจีไอของประเทศไอวอรี่โคสต์ได้แผ่ขยายเครือข่ายของพวกเขาที่อุทิศให้แก่สันติภาพและความสูงส่งของชีวิต ท่ามกลางสภาพสังคมที่ยากลำบากเกินกว่าจะอธิบาย

ทุกหนทุกแห่งทั่วโลก เพื่อนสมาชิกเอสจีไอต่างทำงานด้วยความสามัคคีและได้รับความไว้วางใจเพราะได้ทำงานช่วยเหลือสังคม เป็นพลเมืองที่ดี และสมาชิกที่ดีของชุมชนในท้องถิ่นของพวกเขา

คุมาซาวา : ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อนสมาชิกยุวชนหญิงของกลุ่มอิเคดะ-คะโยไก ต่างพยายามที่จะแผ่ขยายเครือข่ายเพื่อนผู้ศรัทธาอย่างแน่นแฟ้นเช่นเดียวกันค่ะ

ในคราวหนึ่งที่มีการสนทนากันในฝ่ายยุวชนหญิง มีสมาชิกจากทวีปยุโรปเข้าร่วม หัวข้อของความสามัคคีได้ถูกนำมาถกกัน สมาชิกยุวชนหญิงคนหนึ่งกล่าวว่า มีผู้คนไม่น้อยที่นิยมความเป็นส่วนตัวและอิสระ เหตุนี้พวกเขาจึงมักจะต่อต้านกับแนวคิดเรื่อง "ความสามัคคี" หรือ "องค์กร" เพราะพวกเขารู้สึกว่าถูกจำกัดการแสดงออกในรูปแบบเฉพาะของแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่าในคำสอนพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ที่เกี่ยวกับเรื่องความสามัคคีนั้น ประกอบด้วยอุดมคติที่ให้การยอมรับและแลเห็นคุณค่าของแต่ละบุคคล มอบความเป็นสากลแก่เพื่อนมนุษย์ จนทำให้ได้รับการยอมรับในทวีปยุโรปและในดินแดนอื่น ๆ ในโลก

จงเปล่งประกายแห่งความดีในหนทางที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน

อาจารย์อิเคดะ : เรื่องนี้มีความสำคัญมากครับ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของพวกเราก็คือ "ความสามัคคีแห่งต่างกายใจเดียว" มิใช่ "กายเดียว ใจเดียว" เป็นเพราะแต่ละบุคคลมีเอกลักษณ์ที่ดีงามของแต่ละคน พวกเราล้วนมีความแตกต่างกันนับหมื่นนับแสนลักษณะที่ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสายงานอาชีพ อายุ เพศ บุคลิกลักษณะ และอื่น ๆ อีกมากมาย

คุณเกาจ้านเซียง (高占祥) นายกสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมจีน ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งผมกำลังดำเนินการสนทนาด้วยนั้น กล่าวแก่ผมว่าการเคารพความแตกต่างในตัวของแต่ละบุคคลนั้น คือกุญแจที่ไขไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและการพัฒนาที่ดี แท้จริงแล้ว เป็นเพราะความแตกต่างที่พวกเราล้วนมีอยู่ จึงทำให้สามารถได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้ความสามารถพิเศษที่แตกต่างกันปรากฏออกมา และเปิดเผยศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ออกมาได้ มากกว่าที่จะอยู่และคลุกคลีกับตัวเองเพียงอย่างเดียว

ใน "บันทึกคำสอนปากเปล่า" พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวเปรียบเทียบความแตกต่างโดยหยิบยกเรื่องพันธุ์ไม้ต่าง ๆ มากล่าวว่า

"ซากุระ บ๊วย ท้อ และสาลี่ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงที่สัมบูรณ์ดังที่พวกมันเป็นอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เป็นมาแต่เดิม" (อ้างอิง บันทึกคำสอนปากเปล่า หน้า 200)

พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นคำสอนที่ช่วยให้แต่ละบุคคลได้เพียรพยายามต่อสู้ โดยเปิดเผยศักยภาพที่แท้จริงและยอดเยี่ยมภายในของตนเองออกมา

ความสามัคคีท่ามกลางความแตกต่าง ก่อเกิดขึ้นจากการที่พวกเราแต่ละคนทำงานด้วยกันเพื่อเป้าหมายที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน นั่นคือการเผยแผ่ธรรมไพศาล ในขณะเดียวกับที่ทอประกายแสงอันเจิดจรัสในแต่ละสถานที่แห่งภาระหน้าที่ของตน เรื่องนี้มิได้ก่อเกิดขึ้นมาจากการออกคำสั่ง หรือสั่งการจากผู้อื่น แต่เป็นพลังที่ก่อเกิดมาจากความสามัคคีและความเป็นพันธมิตรต่อกัน และต่อสู้เพื่อนำเอาศักยภาพดี ๆ ที่เรืองรองมาสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความสุขของแต่ละคน ๆ และชัยชนะในชีวิตของพวกเขา บุคคลคนหนึ่งผู้สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรม บุคคลคนหนึ่งที่มีความเจริญก้าวหน้าในความเป็นมนุษย์ ก็คือพื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง

จงถนอมและมองเห็นคุณค่าของแต่ละบุคคล

อาเบะ : ในโลกแห่งความศรัทธาของสมาคมโซคานั้น พวกเราถนอมและมองเห็นคุณค่าของแต่ละคน และร่วมแบ่งปันความสุข พร้อมกับต่อสู้ด้วยกัน

อาจารย์อิเคดะ : พระนิชิเร็นไดโชนินบันทึกไว้ว่า

"เมื่อต้นสนเจริญงอกงามดี พืชในตระกูลเดียวกันย่อมจะสดชื่นและเติบโตตามไปด้วย เมื่อต้นหญ้าเหี่ยวเฉา กล้วยไม้ย่อมโศกเศร้าเสียใจ แม้แต่พืชกับต้นไม้ที่ไม่อาจแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาโดยตรง ก็ยังร่วมรับรู้ความสุขหรือความทุกข์ของเพื่อนพ้องได้" (ธรรมนิพนธ์ภาษาอังกฤษเล่ม 2 หน้า 964)

การมีความรู้สึกร่วมยินดีไปกับความสุขของเพื่อน และปรบมือให้กับความสำเร็จของพวกเขา การไปยืนอยู่เคียงข้างพวกเขายามที่พวกเขาต่อสู้ และร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วย รวมทั้งช่วยกันต่อสู้กับความยากลำบากต่าง ๆ กับพวกเขา ทำให้ความสามัคคีอย่างแท้จริงก่อเกิดขึ้นจากสายสัมพันธ์แห่งจิตใจที่อบอุ่นและความมีมนุษยนิยม

คราวหนึ่ง อาจารย์โทดะได้อธิบายคำว่าสามัคคีอย่างเรียบง่ายมากว่า "เหมือนกับการกล่าวกับสมาชิกอีกคนหนึ่งว่า คุณกำลังมีความสุขอยู่หรือ ? คุณกำลังต่อสู้เพื่อทำให้เงินพอใช้จ่ายจนถึงปลายเดือนหรือ ? คุณกำลังมีความทุกข์ใช่ไหม ? เช่นนี้แล้ว มาปฏิบัติศรัทธาให้เข้มแข็งกันเถิด !" นี่คือความหมายของความสามัคคีด้วยเป้าหมายเดียวกัน

พระนิชิเร็นไดโชนินสอนแก่ลูกศิษย์หนุ่ม คือ ท่านนันโจ โทขิมิจึด้วยข้อความจากสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า "เราและสรรพสัตว์อื่นทั้งหลาย สามารถบรรลุพุทธมรรคด้วยกันทุกคน" (ธรรมนิพนธ์ภาษาอังกฤษเล่ม 1 หน้า 1003) พวกเราบรรลุพุทธภาวะด้วยกันทุกคน คำว่า "ด้วยกันทุกคน" หมายถึง เมื่อพวกเราตั้งปณิธานว่าจะปฏิบัติศรัทธาต่อพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินกับผู้คนทั้งหลาย และเจริญก้าวหน้า พร้อมกับบรรลุชัยชนะด้วยกัน ดังนั้น พวกเราย่อมจะสามารถมีความสามัคคีในเป้าหมายร่วมกันได้อย่างเข้มแข็ง

ทานาโนะ : อาจารย์ครับ ท่านได้สอนพวกเราเกี่ยวกับจิตวิญญาณที่สำคัญของการส่งเสริมกำลังใจให้แก่แต่ละคน ๆ

อาจารย์อิเคดะ : เพราะเรื่องนี้คือหัวใจของพุทธธรรม วันแล้ววันเล่า ผมต่อสู้เพื่อที่จะส่งเสริมกำลังใจแก่เพื่อนสมาชิกแต่ละคน จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน จำนวนของผู้คนเหล่านี้นับแล้วไม่น้อยกว่าหลายแสนหรืออาจจะถึงหนึ่งล้านคน

ความปรารถนาของผมที่มีต่อเพื่อนสมาชิกทุกคน คือให้ทุกคนมีความสุข และดำเนินชีวิตอย่างภาคภูมิใจพร้อมทั้งมีชัยชนะ นี่คือหนทางที่ผมดำเนินชีวิต และสาเหตุที่ยังคงต่อสู้อย่างต่อเนื่อง และก่อเกิดชุมชนที่มีความสามัคคีกลมเกลียวกันในหมู่ของผู้ปฏิบัติศรัทธาของสมาคมโซคา สิ่งนี้เป็นดังแก้วที่ใสสะอาดที่สะท้อนให้เห็นถึงความเพียรพยายามที่มิได้เห็นแก่ตนเองให้ปรากฏออกมา

หลักเกณฑ์นิรันดร์ของความเป็นผู้นำ

คุมาซาวา : ขอให้ดิฉันได้แบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับจิตใจที่ถนอมและมองเห็นคุณค่าของแต่ละบุคคลบ้างนะคะ เป็นเรื่องราวของผู้นำฝ่ายยุวชนหญิงคนหนึ่งในภูมิภาคคันโตในปัจจุบัน เธอเคยมีโอกาสขอรับคำชี้นำจากอาจารย์ เกี่ยวกับว่าจะปฏิบัติต่อคุณพ่อของเธอ ซึ่งมิใช่ผู้ศรัทธาอย่างไรดี เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน อาจารย์ได้กรุณามอบคำชี้นำแก่เธอว่า อย่าทำให้คุณพ่อวิตกกังวล และขอให้บอกแก่คุณพ่อว่าท่านเป็นคุณพ่อที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ผู้นำคนนี้เล่าว่าคำชี้นำของอาจารย์ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของชีวิตเธอ เพราะทำให้เธอทบทวนความประพฤติและการปฏิบัติของตนเอง รวมทั้งเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อคุณพ่อ

นับตั้งแต่นั้นมา เธอสวดมนต์กับคุณแม่และน้องสาวด้วยกัน เพื่ออธิษฐานให้คุณพ่อมีความสุข อีกทั้งยังพยายามที่จะให้ความเคารพนับถือและชื่นชมในตัวของคุณพ่อมากขึ้น ในที่สุด คุณพ่อก็ตัดสินใจเข้ามาปฏิบัติศรัทธาต่อพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ดิฉันได้ยินว่า ต่อมาคุณพ่อท่านนี้พูดว่าตัวของเขาเองประทับใจที่ได้พบเห็นเพื่อนสมาชิกมากมายที่อุทิศตนเพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน

อาจารย์อิเคดะ : เป็นเรื่องราวที่วิเศษมาก

จิตใจเท่านั้นที่สำคัญ ความเอาใจใส่อย่างจริงใจ และการสวดมนต์อธิษฐานอย่างกระตือรือร้นเพื่อผู้อื่น ย่อมเข้าถึงจิตใจของพวกเขาอย่างแน่นอน เสียงของพวกเราและคำพูดล้วนมีความสำคัญ พระนิชิเร็นไดโชนินบันทึกไว้ว่า "คำพูดสะท้อนถึงความนึกคิดที่มีอยู่ในจิตใจ และแสดงออกมาทางน้ำเสียง" (ธรรมนิพนธ์ภาษาอังกฤษเล่ม 2 หน้า 843) การพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแห่งความเมตตา ความมุ่งมั่นตั้งใจ หรือพูดเพื่อความจริงย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจของผู้คนได้

ในสภาพการณ์อื่น ดังปรากฏอยู่ในธรรมนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง เรื่อง "ต่างกายใจเดียว" พระนิชิเร็นไดโชนินบันทึกไว้ว่า

"เรื่องที่ว่า หากมีจิตใจแห่งต่างกายใจเดียวแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะบรรลุผลสำเร็จได้ แต่หากเป็นกายเดียวต่างใจ ก็จะไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จในทุกเรื่อง... พวกของอาตมานิชิเร็นนั้น คิดว่าเป็นเพราะต่างกายใจเดียว แม้คนจะน้อย แต่ก็ทำให้เรื่องที่ยิ่งใหญ่บรรลุผลสำเร็จได้ สัทธรรมปุณฑริกสูตรเผยแผ่ออกไปได้อย่างแน่นอน" (ธรรมนิพนธ์ภาษาอังกฤษเล่ม 1 หน้า 618)

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า พวกเราจะไม่อาจบรรลุชัยชนะได้ ถ้าหากว่าจิตใจของเราไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ต่างคนมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจำนวนคนในกลุ่มของพวกเราจะมีมากมายเท่าใด หรือมีอิทธิพลมากขนาดไหนก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ถึงแม้ว่าพวกเราจะมีจำนวนน้อย แต่พวกเราก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งหลายได้ เพียงแต่พวกเรามีความสามัคคีกัน และมีความปรารถนาที่จะทำให้การเผยแผ่ธรรมไพศาลปรากฏเป็นความจริง

อาเบะ : จากสาระของข้อความธรรมนิพนธ์ดังกล่าว พระนิชิเร็นไดโชนินยังได้บันทึกไว้อีกว่า "ความชั่วนั้นแม้จะมีมาก แต่ไม่อาจเอาชนะหนึ่งความดีได้" (ธรรมนิพนธ์ภาษาอังกฤษเล่ม 1 หน้า 618) "หนึ่งความดี" หมายถึง การทำงานเพื่อสร้างเหตุแห่งความดีที่สูงสุด ใช่ไหมครับ ?

อาจารย์อิเคดะ : ถูกต้องครับ ธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินยืนยันแก่พวกเราว่า การรวมตัวของพวกเราในฐานะของพระพุทธะซึ่งอุทิศทุ่มเทให้กับการเผยแผ่ธรรมมหัศจรรย์ให้กว้างไกลออกไป ย่อมจะมีชัยชนะในท้ายที่สุด กุญแจสำคัญขึ้นอยู่กับการก้าวหน้าต่อไป และก้าวหน้าไปอย่างกระตือรือร้นและเต็มเปี่ยมด้วยพลัง

ยกตัวอย่าง ในการทำสงครามที่มีชื่อเสียงจากบันทึกประวัติศาสตร์ของชาวจีน บู๋อ๋องแห่งราชวงศ์จิว ซึ่งมีกองกำลังทหารเพียง 800 นาย ได้ทำการสู้รบกับติ๋วอ๋องแห่งราชวงศ์ฮึง ซึ่งมีกองทัพที่ใหญ่มาก มีกำลังทหารถึง 700,000 นาย แต่บู๋อ๋องกลับมีชัยชนะ เป็นเพราะทหารของติ๋วอ๋องขาดความตั้งใจที่แน่วแน่ ละล้าละลัง ไม่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด พวกเขาเกิดความหวาดกลัวต่อความเข้มแข็งของกองทัพบู๋อ๋อง ทำให้เกิดความพลิกผันในสถานการณ์สู้รบ จนพวกเขาต้องพบกับความปราชัยในที่สุด

มีเพียงการลงมือกระทำอย่างเต็มที่ในเชิงบวกเท่านั้น ที่จะทำให้พวกเราแผ่ขยายเครือข่ายของผู้ให้การสนับสนุนต่อความเคลื่อนไหว และสร้างเสริมความแน่นแฟ้นในมิตรภาพให้เพิ่มมากขึ้น ความสามัคคีที่แท้จริงแห่งเป้าหมายเดียวกัน ก่อเกิดขึ้นเมื่อทุกคนต่อสู้อย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อที่จะบรรลุชัยชนะ การยอมกระทำตามแบบไม่ดิ้นรนอะไรเลยนั้น มิอาจนำไปสู่ความสามัคคี ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้นำจะต้องสร้างการเคลื่อนไหวที่เปี่ยมล้นด้วยพลัง เพื่อนำไปสู่ชัยชนะ เมื่อมีการทำงานในรูปแบบที่ทุกคนสวดมนต์อธิษฐานต่อเป้าหมายหนึ่งเดียวกัน และส่งเสริมกำลังใจแก่แต่ละคน พลางก็ก้าวหน้าไปด้วยกันด้วยความสามัคคี พวกเขาย่อมจะสามารถตีแตกต่ออุปสรรคทั้งหลายได้

ผมปรารถนาให้สมาชิกฝ่ายยุวชนพัฒนาความเป็นผู้นำอย่างยอดเยี่ยม โดยตั้งอยู่บนหลักเกณฑ์ของความก้าวหน้าด้วย "จิตวิญญาณแห่งต่างกายใจเดียว" ในยุคปัจจุบันให้มากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(แปลจากภาษาอังกฤษ เนื้อหาสาระเดียวกับที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เซเคียว ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2010 หรือ พ.ศ. 2553)

เชิงอรรถ

1. ภายในองค์กรของสมาคมโซคา ภูมิภาคคันโต ประกอบด้วยจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ กุมมะ, อิบาระงิ, โทชิกิ, ไซตามะ และชิบะ

2. การต่อสู้ที่โอซาก้า : เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1956 สมาชิกคันไซได้รวมใจกันต่อสู้ร่วมกับอาจารย์ไดซาขุ อิเคดะซึ่งเป็นยุวชนชายในขณะนั้น ท่านถูกส่งตัวมาโดยประธานโจเซอิ โทดะเพื่อสนับสนุนพวกเขา ทำให้สามารถชักชวนแนะนำธรรมได้ 11,111 ครอบครัว ซึ่งหันมาปฏิบัติศรัทธาต่อพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ต่อมาอีก 2 เดือนหลังจากนั้น ผู้ลงสมัครเลือกตั้ง ภายใต้การสนับสนุนของสมาคมโซคา ก็ชนะการเลือกตั้งที่คันไซ ได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาในสภาสูง ซึ่งเป็นชัยชนะที่ไม่เคยมีใครคาดคิด แต่คาดหมายกันว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

3. การรณรงค์ที่ยามางุจิ : เป็นการรณรงค์เพื่อการเผยแผ่ธรรม ในช่วงเวลา 3 เดือน กล่าวคือ เดือนตุลาคม พฤศจิกายน ค.ศ. 1956 และเดือนมกราคม ค.ศ. 1957 ภายใต้การบัญชาการของประธานโทดะ อาจารย์อิเคดะในวัยหนุ่มได้เดินทางไปที่เกาะชูโงขุ และเริ่มต้นความเพียรพยายามเพื่อเปิดเส้นทางแห่งการพัฒนาการเผยแผ่ธรรมไพศาลในจังหวัดยามางุจิ สิ้นเดือนกันยายน ค.ศ. 1956 ก่อนหน้าที่การรณรงค์จะเริ่มต้นขึ้นนั้น สมาคมโซคาในขณะนั้น มีจำนวนสมาชิก 459 คน ที่จังหวัดยามางุจิ พอถึงปลายเดือนมกราคม ค.ศ. 1957 จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า คือ 4,073 ครอบครัว

— SGT Youth PR · ใบอ่านพุทธธรรม (เพิ่มเติม) · ซากุระ บ๊วย ท้อ และสาลี่ —
ใบอ่านที่ 2/6 · ที่มา: หนังสือพื้นฐานพุทธธรรมสำหรับการสอบธรรมขั้นพื้นฐาน

นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว

เป็นแก่นแท้ของพุทธธรรมและเป็นธรรมะรากฐานที่พระนิชิเร็นไดโชนินรู้แจ้ง เพื่อช่วยเหลือมวลมนุษยชาติให้หลุดพ้นจากความทุกข์

การพิจารณาจากหลายแง่มุมที่สำคัญ

ประการที่ 1 ธรรมะรากฐานที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาลและชีวิต

นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว คือธรรมะรากฐานที่แผ่ซ่านไปทั่วสกลจักรวาลและสรรพชีวิต

พระศากยมุนีพุทธะหรือพระพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาของพุทธศาสนาทรงมองว่าความทุกข์ของประชาชนทั้งหลาย คือ ความทุกข์ของพระองค์เองและทรงแสวงหามรรคที่จะช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ทั้งหลายนั้น

ระหว่างที่ทรงกำลังแสวงหามรรค พระองค์ก็ได้ตรัสรู้ความจริงว่า ธรรมะขั้นรากฐานอันเป็นนิรันดร์แผ่ซ่านไปทั่วสกลจักรวาล และชีวิตดำรงอยู่ภายในชีวิตของพระองค์เอง

การตรัสรู้ดังกล่าวทำให้พระองค์ได้รับการขนานนามว่า พระพุทธะหรือผู้ตื่นรู้ หลังจากนั้นด้วยความเมตตากรุณาของพระองค์ ทรงใช้ปัญญาในการเทศนาคำสอนมากมาย ซึ่งภายหลังได้มีการรวบรวมเป็นพระสูตรต่าง ๆ และในบรรดาพระสูตรต่าง ๆ ทั้งหลาย สัทธรรมปุณฑริกสูตร เป็นพระสูตรที่เทศนาแก่นคำสอนที่แท้จริงของการรู้แจ้งของพระพุทธะ

พระนิชิเร็นไดโชนิน ก็ตั้งชื่อธรรมะที่พระศากยมุนีพุทธะตรัสรู้อันเป็นธรรมะที่สามารถช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ถึงขั้นรากฐานและเปิดหนทางไปสู่ความสุขที่แท้จริงนี้ว่า นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวนั่นเอง

ประการที่ 2 ธรรมะขั้นรากฐานเพื่อการบรรลุพุทธภาวะ

พระพุทธะทั้งหลายคือผู้ที่แสดงธรรมะให้ปรากฏขึ้นมาในชีวิต มีชัยชนะเหนือความทุกข์ยากทั้งปวงและก่อตั้งสภาพชีวิตที่มีความสุขสัมบูรณ์ไม่หวั่นไหว

ธรรมะแห่งเมียวโฮเร็งเงเคียว คือหลักธรรมขั้นรากฐาน หรือก็คือ ธรรมะเพื่อการบรรลุพุทธภาวะนั่นเอง

ประการที่ 3 ธรรมะนิรันดร์ที่มีอยู่ภายในชีวิตของประชาชนทั้งหลาย

พระพุทธะ คือ ผู้ที่ตื่นรู้ในความจริงที่ว่า ธรรมะไม่เพียงมีอยู่ภายในชีวิตของตนเองเท่านั้น แต่ยังมีอยู่ในชีวิตของประชาชนทั้งหลายเช่นกัน พระพุทธะทั้งหลายรู้แจ้งว่าธรรมะที่แผ่ซ่านอยู่ในทุกสรรพสิ่งนี้อยู่เหนือข้อจำกัดของการเกิดตาย และไม่มีวันสูญหายไปหรือถูกทำลาย

ธรรมะแห่งนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวมีพร้อมอยู่ภายในชีวิตของประชาชนทั้งหลาย อีกทั้งยังเป็นธรรมะนิรันดร์ซึ่งมีอยู่ตลอด 3 ชาติแห่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ความหมายอันลึกซึ้งสะท้อนอยู่ในชื่อ นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว

ความหมายอันลึกซึ้งของธรรมะขั้นรากฐานสะท้อนออกมาที่ชื่อ นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว

คำว่า "เมียวโฮเร็งเงเคียว" คือชื่อหัวข้อของสัทธรรมปุณฑริกสูตรที่เป็นภาษาญี่ปุ่นและมีความหมายตามตัวอักษรว่า "สัทธรรมปุณฑริกสูตรแห่งธรรมะ (มหัศจรรย์) อันยอดเยี่ยม"

เนื่องจากธรรมะที่เทศนาไว้ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นธรรมะที่ยากจะหยั่งถึงและยากที่จะเข้าใจ จึงเรียกว่าธรรมมหัศจรรย์ (เมียวโฮ)

ดอกบัว (เร็งเง) ถูกนำมาใช้เป็นอุปมาเพื่ออธิบายถึงคุณสมบัติที่เป็นลักษณะเฉพาะของธรรมมหัศจรรย์ แม้ดอกบัวจะเกิดในโคลนตม แต่ก็ไม่แปดเปื้อน ยังคงผลิดอกงามบริสุทธิ์และมีกลิ่นหอม นี่ก็คือ ภาพของผู้ที่ศรัทธาและปฏิบัติธรรมมหัศจรรย์ แม้เป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยความทุกข์ แต่พวกเขาก็ยังธำรงไว้ซึ่งความนึกคิดและการกระทำที่บริสุทธิ์ ยังคงสอนและชี้นำผู้อื่นไปสู่การรู้แจ้ง

นอกจากนี้ ดอกบัวซึ่งต่างจากพรรณไม้อื่น ๆ ยังมีเมล็ดบัว (ผลของดอกบัว) อยู่ภายในฝักบัว และดอกกับผลก็เติบโตและปรากฏขึ้นในเวลาเดียวกัน ดอกบัว (เหตุ) และเมล็ดบัว (ผล) มีอยู่พร้อมในเวลาเดียวกัน เรื่องนี้ยังถูกนำมาใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่าสภาพชีวิตโลกพุทธะ ซึ่งแม้จะมองไม่เห็น แต่ก็มีอยู่แม้แต่ในชีวิตของปุถุชนที่ยังมิได้แสดงสภาพชีวิตโลกพุทธะให้ปรากฏออกมา และยิ่งกว่านั้นยังบ่งชี้ว่า แม้จะบรรลุเป็นพระพุทธแล้วก็ตาม แต่ยังมีพร้อมสภาพชีวิตต่าง ๆ ของปุถุชนอยู่ด้วย

คำว่า "เคียว" ซึ่งหมายถึง "พระสูตร" ชี้ให้เห็นว่า สัทธรรมปุณฑริกสูตร (เมียวโฮเร็งเงเคียว) มีพร้อมความจริงอันเป็นนิรันดร์ หรือ คือ ธรรมมหัศจรรย์ และชี้ให้เห็นว่า ประชาชนพึงให้ความเคารพและมีความศรัทธาต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร

นัม หรือ นามุ คือ การนำตัวอักษรจีนมาเขียนเลียนเสียงคำว่า "นมัส" ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต (หรือ "นโม" ในภาษาบาลี) แปลว่า "โค้งคำนับ" หรือ "การแสดงความเคารพ" คำว่า "นัม" นี้ยังมีความหมายตามอักษรจีนว่า "การอุทิศชีวิต" (คิเมียว) การอุทิศชีวิตในที่นี้หมายถึง การอุทิศตนทั้งร่างกายและจิตใจต่อธรรมะ ตลอดจนบากบั่นพากเพียรในการปฏิบัติและแสดงธรรมะออกมาด้วยชีวิต

นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ก็คือ หัวใจและแก่นแท้ของพระพุทธะ ซึ่งแสดงให้ปรากฏออกมาเป็นการกระทำที่มีพร้อมปัญญาและความเมตตากรุณาที่จะนำพาประชาชนทั้งหลายไปสู่การรู้แจ้ง

— SGT Youth PR · ใบอ่านพุทธธรรม (เพิ่มเติม) · นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว —
ใบอ่านที่ 3/6 · ที่มา: วารสารสร้างคุณค่า ฉบับเมษายน พ.ศ. 2536 · ธรรมนิพนธ์เรื่องข่าวคราวถึงท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิ

ฤดูหนาวเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิอย่างแน่นอน

ข้อความธรรมนิพนธ์

ผู้คนที่เชื่อในสัทธรรมปุณฑริกสูตรก็ดุจเดียวกับฤดูหนาว ฤดูหนาวแล้วต้องเป็นฤดูใบไม้ผลิอย่างแน่นอน ยังไม่เคยได้ยินได้เห็นตั้งแต่อดีตกาลมาเลยว่า ฤดูหนาวเปลี่ยนไปเป็นฤดูใบไม้ร่วง ยังไม่เคยได้ยินว่าผู้คนที่เชื่อในสัทธรรมปุณฑริกสูตรจะกลายเป็นมนุษย์ปุถุชน ในพระสูตรกล่าวว่า "ถ้าผู้ที่ได้ฟังธรรมแล้วไม่บรรลุพุทธภาวะนั้นไม่มีแม้แต่คนเดียว" ชีวิตของผู้ตายนั้นได้สละชีวิตให้แก่สัทธรรมปุณฑริกสูตร การถูกริบที่ดินถือครองที่ค้ำจุนชีวิตอันน้อยนิดเพราะสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้นเป็นการสละชีวิตมิใช่หรือ การสละร่างกายเพื่อคาถาครึ่งของหิมาลัยกุมาร และการเผาข้อศอกของพระไภษัชยราชโพธิสัตว์ของพวกเขา พวกเขานั้นเป็นอริยบุคคลจึงดุจเดียวกับการใส่น้ำลงไปในไฟ แต่ท่านนั้นเป็นมนุษย์ปุถุชนจึงดุจเดียวกับการใส่กระดาษเข้าไปในไฟ เมื่อพิจารณาโดยสิ่งนี้แล้ว ชีวิตของผู้ตายก็จะต้องมีผลบุญเช่นนั้น

ขยายความ

คนที่เชื่อศรัทธาในสัทธรรมปุณฑริกสูตรก็เหมือนกับผู้ที่อยู่ในฤดูหนาว ฤดูหนาวผ่านไปก็ต้องเป็นฤดูใบไม้ผลิอย่างแน่นอน เรื่องที่ว่าฤดูหนาวแล้วจะกลับมาเป็นฤดูใบไม้ร่วงนั้น ยังไม่เคยได้ยินและยังไม่เคยได้เห็นมาก่อนเลยสักครั้งหนึ่ง เช่นเดียวกัน ก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า ผู้คนที่เชื่อศรัทธาในสัทธรรมปุณฑริกสูตรจะกลับกลายเป็นมนุษย์ปุถุชน ในพระสูตรสัทธรรมปุณฑริกสูตรบทว่าด้วยกุศโลบายมีกล่าวไว้ว่า "ถ้าผู้ที่ได้ฟังธรรม แล้วไม่บรรลุพุทธภาวะนั้นไม่มีแม้แต่คนเดียว"

สามีที่ล่วงลับไปแล้วนั้นเป็นผู้ที่ได้สละชีวิตให้แก่สัทธรรมปุณฑริกสูตร การถูกริบที่ดินถือครองที่ค้ำจุนชีวิตอันน้อยนิดเพราะสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้น ก็เป็นเรื่องเช่นเดียวกับการสละชีวิตเพื่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรมิใช่หรือ หิมาลัยกุมารนั้นได้สละร่างกายเพื่อที่จะฟังคาถาอีกครึ่งหนึ่ง พระไภษัชยราชโพธิสัตว์นั้นได้เผาข้อศอกเพื่อส่องแสงให้สว่างตรงหน้าพระพุทธเป็นการทำบุญถวายแด่พระพุทธ พวกเขาเหล่านั้นคืออริยบุคคล การบำเพ็ญเพียรของพวกเขาเหล่านั้นจึงดุจดังการราดน้ำลงไปในไฟ แต่เพราะสามีของท่านเป็นมนุษย์ปุถุชน ความทุกข์ยากลำบากดังกล่าวก็คงจะต้องหนักหนาสาหัสดุจดังการโยนกระดาษใส่เข้าไปในไฟก็ได้ เมื่อพิจารณาจากเรื่องดังกล่าว สามีของท่านจะต้องได้รับกุศลผลบุญเช่นเดียวกับหิมาลัยกุมารและพระไภษัชยราชโพธิสัตว์อย่างแน่นอน

ความเป็นมาของธรรมนิพนธ์

ธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนขึ้นที่เขามิโนบุเมื่อเดือนพฤษภาคม สมัยเค็นยิปีที่ 1 (พ.ศ. 1818 หรือ ค.ศ. 1275) ขณะที่ท่านอายุ 54 ปี เป็นจดหมายที่ได้มอบให้กับท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิ

ท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิ เป็นผู้ศรัทธาที่อาศัยอยู่ในเมืองคามาคูระในช่วงสมัยที่พระนิชิเร็นไดโชนินยังมีชีวิตอยู่ ส่วนสามีนั้นตอนที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้รับการบีฑาธรรมที่ทัตจึโนะคุจิได้ถูกริบที่ดินถือครองไปด้วยเหตุผลที่ศรัทธาในสัทธรรมปุณฑริกสูตร และได้เสียชีวิตไปในช่วงระหว่างที่พระนิชิเร็นไดโชนินถูกเนรเทศไปที่เกาะซาโดะ

ท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิมักจะเจ็บป่วยอยู่บ่อย ๆ การดำเนินชีวิตก็ลำบาก แต่ในสถานการณ์เช่นนั้นก็ยังพยายามให้การคุ้มครองอารักขา และส่งคนรับใช้ของตนเองไปยังเกาะซาโดะและเขามิโนบุซึ่งเป็นสถานที่พำนักของพระนิชิเร็นไดโชนิน

สาระสำคัญ — ขอให้มั่นใจว่า "ฤดูหนาวแล้วต้องเป็นฤดูใบไม้ผลิอย่างแน่นอน"

ผู้คนที่เชื่อในสัทธรรมปุณฑริกสูตรก็ดุจเดียวกับฤดูหนาว ฤดูหนาวแล้วต้องเป็นฤดูใบไม้ผลิอย่างแน่นอน ยังไม่เคยได้ยินได้เห็นตั้งแต่อดีตกาลมาเลยว่า ฤดูหนาวเปลี่ยนไปเป็นฤดูใบไม้ร่วง ยังไม่เคยได้ยินว่าผู้คนที่เชื่อในสัทธรรมปุณฑริกสูตรจะกลายเป็นมนุษย์ปุถุชน ในพระสูตรกล่าวว่า "ถ้าผู้ที่ได้ฟังธรรมแล้วไม่บรรลุพุทธภาวะนั้นไม่มีแม้แต่คนเดียว"

ธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินได้ส่งเสริมกำลังใจจากใจจริง ให้กับท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิ ซึ่งสามีได้เสียชีวิตไปก่อนและมีบุตรสาวที่เจ็บป่วยต้องโอบอุ้มดูแลอยู่ ข้อความที่ว่า "ผู้คนที่เชื่อในสัทธรรมปุณฑริกสูตรก็ดุจเดียวกับฤดูหนาว ฤดูหนาวแล้วต้องเป็นฤดูใบไม้ผลิอย่างแน่นอน" นี้เป็นข้อความที่อุปมาอุปไมยว่า ชีวิตของผู้ที่ยึดมั่นอย่างบริสุทธิ์ในธรรมมหัศจรรย์นั้น แม้จะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากหรือความเศร้าโศกเสียใจต่าง ๆ นานาก็ตาม ก็สามารถจะไปสู่ทิศทางแห่งความสุขได้อย่างแน่นอน

การที่ฤดูหนาวแล้วก็จะต้องเปลี่ยนไปเป็นฤดูใบไม้ผลินั้นเป็นจังหวะของธรรมชาติที่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ พระนิชิเร็นไดโชนินได้สอนว่า ก็เป็นเช่นเดียวกับเรื่องดังกล่าว ผู้ที่รับและยึดถือต่อโงะฮนซนและเพียรพยายามในความศรัทธาอย่างตั้งใจจริงนั้น จะต้องดำเนินอยู่บนวิถีทางโคจรที่ไปสู่ความสุขได้ในไม่ช้า และถึงแม้จะมีความแตกต่างกันของเวลาที่มากน้อย ตามความแตกต่างของอดีตกรรมชั่วของแต่ละคนก็ตาม เรื่องการจะเข้าถึงสภาพความเป็นอยู่ของชีวิตที่มีความสุขแห่งความพึงพอใจในสิ่งที่ปรารถนานั้นเป็นไปได้อย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย

ข้อความที่กล่าวว่า "ยังไม่เคยได้ยินว่า ผู้คนที่เชื่อในสัทธรรมปุณฑริกสูตรจะกลายเป็นมนุษย์ปุถุชน" เป็นการกล่าวถึงว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ศรัทธาต่อโงะฮนซนจะเวียนว่ายอยู่แต่ใน 6 โลก และเป็นมนุษย์ปุถุชนที่จมอยู่ในความทุกข์ทรมานด้วยสภาพที่เป็นอยู่เช่นนั้น ส่วนข้อความที่ว่า "ถ้าผู้ที่ได้ฟังธรรมแล้วไม่บรรลุพุทธภาวะนั้นไม่มีแม้แต่คนเดียว" นั้นเป็นการกล่าวถึงว่า ผู้คนที่ยึดถือธรรมมหัศจรรย์นั้น จะต้องสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอนไม่มียกเว้นแม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นการกล่าวย้ำให้รู้ถึงพลังบุญกุศลอันเพียบพร้อมสมบูรณ์อย่างเด็ดขาดของธรรมมหัศจรรย์นั่นเอง

จงใช้พลังของตัวเองในการเผยแผ่ธรรม

ชีวิตของผู้ตายนั้นได้สละชีวิตให้แก่สัทธรรมปุณฑริกสูตร การถูกริบที่ดินถือครองที่ค้ำจุนชีวิตอันน้อยนิดเพราะสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้นเป็นการสละชีวิตมิใช่หรือ การสละร่างกายเพื่อคาถาครึ่งของหิมาลัยกุมาร และการเผาข้อศอกของพระไภษัชยราชโพธิสัตว์ของพวกเขา พวกเขานั้นเป็นอริยบุคคลจึงดุจเดียวกับการใส่น้ำลงไปในไฟ แต่ท่านนั้นเป็นมนุษย์ปุถุชนจึงดุจเดียวกับการใส่กระดาษเข้าไปในไฟ เมื่อพิจารณาโดยสิ่งนี้แล้ว ชีวิตของผู้ตายก็จะต้องมีผลบุญเช่นนั้น

ภายหลังเหตุการณ์บีฑาธรรมที่ทัตจึโนะคุจิของพระนิชิเร็นไดโชนินแล้ว ตัวสามีของท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิเองก็ถูกริบที่ดินถือครองไปเพราะความศรัทธาในสัทธรรมปุณฑริกสูตร และคงจะได้เสียชีวิตไปในช่วงระหว่างที่พระนิชิเร็นไดโชนินถูกเนรเทศไปที่เกาะซาโดะ พระนิชิเร็นไดโชนินได้ยกย่องชมเชยสามีผู้ล่วงลับไปว่า เป็นบุคคลที่ได้สละชีวิตให้กับสัทธรรมปุณฑริกสูตร และจะต้องได้รับกุศลผลบุญเช่นเดียวกับหิมาลัยกุมารและพระไภษัชยราชโพธิสัตว์ที่ได้อุทิศชีวิตเพื่อธรรมและได้บรรลุพุทธภาวะ

ส่วนที่กล่าวว่า "พวกเขานั้นเป็นอริยบุคคล จึงดุจเดียวกับการใส่น้ำลงไปในไฟ แต่ท่านนั้นเป็นมนุษย์ปุถุชน จึงดุจเดียวกับการใส่กระดาษเข้าไปในไฟ" นั้น เนื่องจากหิมาลัยกุมารเป็นอดีตชาติหนึ่งของพระศากยมุนีพุทธ ส่วนพระไภษัชยราชโพธิสัตว์นั้น ตามคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร บทว่าด้วยการชักชวนและยึดถือ กล่าวว่า เป็นมหาโพธิสัตว์ที่เป็นตัวแทนของโพธิสัตว์สองหมื่นองค์จากที่อื่น ที่ได้ทำสัตย์ปฏิญาณว่าจะเผยแผ่ธรรมภายหลังการปรินิพพานของพระศากยมุนีพุทธ ซึ่งเทียบเท่ากับเป็น "อริยบุคคล" ที่เกือบจะเป็นพุทธอยู่แล้ว ข้อความนี้จึงเป็นข้อความแห่งความเมตตารักใคร่อย่างลึกซึ้งของพระนิชิเร็นไดโชนินซึ่งกล่าวว่า สำหรับอริยบุคคลเหล่านั้น แม้ว่าจะเป็นการบำเพ็ญเพียรที่ต้องอุทิศชีวิตเพื่อธรรม ก็คงจะไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยากลำบากมากมายขนาดนั้น แต่เรื่องนี้ในทางตรงกันข้าม เนื่องจากสามีผู้ล่วงลับไปนั้นเป็นมนุษย์ปุถุชน จึงเชื่อแน่ว่าการบีฑาที่ถูกริบที่ดินถือครองไป คงจะต้องมีความรู้สึกเป็นเรื่องทุกข์ยากลำบากมาก และท่านยังได้กล่าวอีกว่า สามีผู้ล่วงลับไปนั้นแม้จะถูกบีฑาเช่นนั้นก็ตาม ก็ยังศรัทธาอย่างต่อเนื่องไม่ยอมอ่อนข้อคล้อยตาม เพราะฉะนั้น จะต้องบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน เช่นเดียวกับหิมาลัยกุมารและพระไภษัชยราชโพธิสัตว์

ถึงแม้ว่าพวกเรายังไม่ได้พบกับการบีฑาที่อันตรายโดยตรงต่อชีวิต ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวมาแล้วก็ตาม แต่ท่าทีของการศรัทธาที่มั่นคงแน่วแน่ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และใช้พลังทั้งหมดอุทิศเพื่อการเผยแผ่ธรรมมหัศจรรย์ นี่คือ "การไม่เสียดายร่างกายและชีวิต" นั่นเอง และความศรัทธาที่สะอาดบริสุทธิ์เช่นนี้เท่านั้น จะกลายเป็นบ่อเกิดของบุญวาสนาอันยิ่งใหญ่ที่จะก้าวข้ามไปสู่ชีวิตทุก ๆ ชาติได้

อธิบายศัพท์

ท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิ — จดหมายฉบับแรกซึ่งเป็นที่ทราบดีว่า เป็นจดหมายที่ท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิได้รับจากพระนิชิเร็นไดโชนินนั้น เป็นจดหมายที่มาจากเกาะซาโดะ ลงวันที่ 26 เมษายน สมัยบุนเออิปีที่ 10 (พ.ศ. 1816 หรือ ค.ศ. 1273) จดหมายฉบับนี้แม้จะมีข้อความสั้น ๆ เพียง 2 แผ่นก็ตาม แต่ก็เป็นจดหมายที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้เขียนขึ้นในวันต่อมาหลังจากที่ท่านได้จบการเขียน "ธรรมนิพนธ์เรื่องสิ่งสักการะบูชาแห่งการเห็นแจ้งจิต" และได้ฝากส่งโดยมอบไปกับทะขิโอมารุซึ่งเป็นคนรับใช้ที่ท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิใช้ให้ไปหาพระนิชิเร็นไดโชนิน และเนื่องจากว่า ตรงจ่าหน้าซองจดหมายมีคำว่า "ท่านอุบาสิกาหม้ายซาชิขิ เมียวอิจิ" จึงเข้าใจว่าเป็นผู้นับถือที่อาศัยอยู่ในตำบลซายิขิของเมืองคามาคูระ

จากการที่ท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิได้ใช้คนรับใช้ให้ไปหาพระนิชิเร็นไดโชนิน ในระหว่างที่ท่านถูกเนรเทศไปเกาะซาโดะ ซึ่งทำให้เข้าใจว่าท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจินั้นเป็นศิษย์หญิงที่มีความศรัทธาที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง และมีความศรัทธาที่เข้มแข็งที่ไม่หวั่นไหวแม้ในการบีฑาธรรมที่ทัตจึโนะคุจิ จึงเป็นเจ้าของประวัติแห่งความศรัทธาที่ทรงคุณค่าเหมาะสมกับเวลาอันยาวนาน

จากเนื้อหาสาระของธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ ทำให้เข้าใจได้ว่าท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิเป็นภรรยาของซามูไร และในเหตุการณ์การบีฑาธรรมที่ทัตจึโนะคุจินั้น ทั้งสามีและภรรยาก็ได้หันหน้าเข้าเผชิญและไม่ยอมอ่อนข้อให้กับการกดขี่อย่างเด็ดเดี่ยว ด้วยเหตุดังกล่าว ที่ดินถือครองของสามีจึงได้ถูกริบไป แล้วหลังจากนั้นสามีก็ล้มเจ็บและเสียชีวิตไป และไม่ทราบว่ามีบุตรกี่คน

เกี่ยวกับบรรดาลูก ๆ จากข้อความในธรรมนิพนธ์หน้า 1252 ที่กล่าวว่า "บ้างก็เป็นลูกที่เจ็บป่วย บ้างก็เป็นลูกสาว" และในหน้า 1254 กล่าวว่า "บรรดาเด็กชายที่อายุน้อย" ทำให้คิดว่าคงจะต้องมีอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป หรือบางทีอาจจะมีมากกว่า 3 คนก็ได้ แม้ว่าจะไม่ทราบอายุของบรรดาลูก ๆ แต่เมื่อพิจารณาจากข้อความที่แสดงว่า "บรรดาเด็กชายที่อายุน้อย" แล้ว ทำให้คิดว่าคงจะต้องเป็นเด็กผู้ชายอายุประมาณ 10 ขวบไม่มากไปกว่านั้น ถ้าเช่นนั้นแล้วก็สันนิษฐานได้ว่า ในขณะที่ท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิได้รับธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ คงจะอยู่ในช่วงวัย 30 ปี หรืออาจจะก่อนหรือหลังอายุ 40 ปีก็ได้

เนื่องจากในธรรมนิพนธ์หน้า 1253 มีกล่าวว่า "ท่านอุบาสิกาหม้ายชราอย่างกับต้นไม้ผุที่แห้งเหี่ยว" แม้จะเป็นการกล่าวอธิบายถึงหญิงสูงอายุก็ตาม แต่เนื่องจากมีกล่าวไว้ว่า "บรรดาเด็กชายที่อายุน้อย" ดังนั้น การอธิบายว่าเป็นมารดาสูงอายุจึงค่อนข้างจะเป็นไปไม่ได้ ข้อความนี้ควรจะอธิบายว่า เป็นการกล่าวแสดงการปลอบโยนท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิซึ่งได้สูญเสียสามีไปไม่นานว่า สามีผู้ล่วงลับไปคงจะต้องเป็นห่วงเรื่องภรรยามากมายเพียงใดมากกว่า

ท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิในระหว่างที่ถูกริบที่ดินถือครองอยู่นั้น แม้ว่าทางด้านเศรษฐกิจจะลำบากมากมาย แต่ก็ยังส่งทะขิโอมารุผู้รับใช้ไปที่เกาะซาโดะ และใช้ให้ไปยังเขามิโนบุพร้อมกับทำบุญถวายจีวรอีกด้วย จากเรื่องราวนี้ได้แสดงออกซึ่งบุคลิกลักษณะของท่านอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิว่า เป็นผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งและบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

หิมาลัยกุมาร — เป็นชื่อในอดีตชาติของพระศากยมุนีพุทธในขณะบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ภูเขาหิมาลัย หิมาลัยกุมารได้พบกับปีศาจร้ายและได้ฟังคาถาเพียงครึ่งหนึ่งว่า "ปรากฏการณ์ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง เป็นกฎแห่งการเกิดและดับสูญ" จึงได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะอุทิศร่างกายให้แก่ปีศาจร้าย เพื่อจะได้ฟังคาถาท่อนหลังอีกครึ่งหนึ่งที่ว่า "การยุติวัฏจักรแห่งการเกิดและการดับสูญ จึงสามารถเข้าสู่ความสุขสราญแห่งนิพพาน"

พระไภษัชยราชโพธิสัตว์ — เป็นอดีตชาติขณะที่เป็นพระสรวสัตว์ปริยทรรศน์โพธิสัตว์ ได้เผาข้อศอกของตัวเองทำบุญถวายแด่พระพุทธ

ความเป็นมาของธรรมนิพนธ์ (รายละเอียดเพิ่มเติม)

(1) จดหมายฉบับนี้พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนตอบให้แก่อุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิที่ได้ทำบุญถวายจีวร 1 ผืน โดยฝากให้คนรับใช้ชื่อริวโอมารุนำมาถวายให้ ณ ภูเขามิโนบุที่พระนิชิเร็นไดโชนินพำนักอยู่ ซึ่งพระนิชิเร็นไดโชนินได้ขอบคุณต่อความจริงใจในการศรัทธาของอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิ จึงได้เขียนธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ตอบให้เมื่อเดือนพฤษภาคม ปีเค็นยิที่ 1 (ค.ศ. 1275 หรือ พ.ศ. 1818) ขณะนั้นพระนิชิเร็นไดโชนินอายุ 54 ปี และได้เข้าพำนักอยู่ที่เขามิโนบุเป็นเวลา 1 ปีพอดี

(2) สถานการณ์ในสมัยนั้น คือเดือนตุลาคมของปีที่แล้ว (ปีบุนเออิที่ 11 หรือ ค.ศ. 1274 หรือ พ.ศ. 1817) ทหารมองโกลได้เริ่มบุกเข้ามาเป็นครั้งที่ 1 ประเทศญี่ปุ่นจึงเกิดความโกลาหลวุ่นวาย แต่เนื่องด้วยมีลมพายุที่พัดแรง ทำให้เรือของทหารมองโกลล่มไปหมด ประเทศญี่ปุ่นจึงรอดปลอดภัยมาได้ แต่แล้วในวันที่ 15 เมษายนของปีนี้ (ปีเค็นยิที่ 1 หรือ ค.ศ. 1275 หรือ พ.ศ. 1818) ทูตมองโกลก็ได้เดินทางมาอีกครั้งหนึ่ง โดยแจ้งว่า ถ้าประเทศญี่ปุ่นไม่ยอมเป็นประเทศราชของมองโกลแล้ว ก็จะยกทัพบุกเข้ามาอีกครั้ง ประชาชนญี่ปุ่นจึงพากันตกใจมาก เพราะเมื่อทหารมองโกลพ่ายแพ้ไปในปีที่แล้ว ทุกคนก็คิดว่าทหารมองโกลคงจะไม่มาอีกแล้ว แต่ปรากฏว่าทูตของมองโกลได้เดินทางมา และถ้าหากว่าทหารมองโกลบุกเข้ามาใหม่แล้ว ประเทศญี่ปุ่นก็คงจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน เพราะการถอยทัพของทหารมองโกลในเหตุการณ์ของปีที่แล้วหาใช่พ่ายแพ้ต่อฝีมือทหารญี่ปุ่นไม่ แต่เนื่องจากพายุไต้ฝุ่นต่างหาก ดังนั้น หากบุกเข้ามาอีกในคราวนี้แล้ว ก็ไม่สามารถคาดหวังว่าจะมีพายุไต้ฝุ่นเกิดขึ้นอีก ไม่เพียงแค่นี้ ทหารมองโกลยังใช้ปืนที่มีลักษณะแบบปืนใหญ่และดินปืนเป็นอาวุธ ซึ่งประชาชนญี่ปุ่นไม่เคยเห็นมาก่อน ดังนั้น ทหารญี่ปุ่นจึงรู้สึกเกรงกลัวมาก ซึ่งในใจของทุกคนคิดว่าสู้ไม่ไหว ต้องแพ้แน่นอน นอกจากนี้ ในเมืองก็ยังมีทหารมองโกลบุกเข้ามาเต็มไปหมด ทำการยึดทรัพย์สินเงินทองของประชาชน จับผู้ชายญี่ปุ่นไปเป็นทาสหรือไปฆ่าทิ้ง จับผู้หญิงญี่ปุ่นไปมากมาย ดังนั้น คนญี่ปุ่นทุกคนจึงกลัวและพากันเป็นห่วงกังวลถึงอนาคต ซึ่งสถานการณ์ได้เลวร้ายถึงเพียงนี้

(3) สำหรับจดหมายทั้งหมดที่อุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิได้รับจากพระนิชิเร็นไดโชนินที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 3 ฉบับ ฉบับที่นำมาเรียนในคราวนี้เป็นฉบับที่ 2 ที่เธอได้รับจากพระนิชิเร็นไดโชนิน และเมื่ออ่านดูจากเนื้อหาของธรรมนิพนธ์ทั้งสามฉบับนี้แล้ว ก็พอจะคิดได้ว่าอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิเป็นลูกศิษย์ฝ่ายหญิงที่มีความศรัทธาเข้มแข็ง อาศัยอยู่ที่ตำบลซายิคิ เมืองคามาคูระ สามีเป็นซามูไร มีบุตร 2-3 คน และทุกคนนับถือศรัทธาคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนิน

(4) อุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิมีสุขภาพร่างกายที่ป่วยกระเสาะกระแสะ อีกทั้งสุขภาพของบุตรชายและบุตรสาวก็ไม่สู้จะแข็งแรงนัก สำหรับฝ่ายสามีนั้น ในช่วงที่พระนิชิเร็นไดโชนินพบกับการบีฑาธรรมทัตจึโนะคุชิ หลังจากที่พระนิชิเร็นไดโชนินรอดชีวิตจากการถูกประหารชีวิตแล้ว ก็ได้อาศัยอยู่ที่บ้านของท่านฮนมะเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน จากนั้น คือวันที่ 10 ตุลาคมจึงออกจากบ้านของท่านฮนมะเพื่อไปยังเกาะซาโดะ แต่ในช่วงระหว่าง 1 เดือนนี้ ได้เกิดการวางเพลิงและฆ่าคนตายขึ้นในเมืองคามาคูระบ่อย ๆ ดังนั้น นิกายสุขาวดีคือพระสงฆ์เรียวคัน พวกเขาเหล่านั้นจึงได้ปล่อยข่าวลือว่าเป็นการกระทำของลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน เพื่อเป็นการทำลายหมู่คณะของพระนิชิเร็นไดโชนิน รัฐบาลคามาคูระจึงทำการกดขี่ลูกศิษย์ทั้งหลายของพระนิชิเร็นไดโชนินอย่างมากมาย เช่น ยึดที่ดินถือครอง ขับไล่ออกจากเมืองคามาคูระ เรียกเงินค่าปรับ จับเข้าคุก ต่าง ๆ นานา ตอนนั้นสามีของอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิก็ถูกยึดที่ดินถือครองด้วย จึงไม่มีรายรับ จากนั้น หลังจากที่พระนิชิเร็นไดโชนินถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะซาโดะแล้ว สามีของอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิก็ได้ล้มป่วยลงและเสียชีวิตไปในที่สุด

(5) ในขณะที่อุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิเองก็มีสุขภาพที่ไม่ดีนัก ประกอบกับไม่มีรายรับ ไม่มีสามี และยังต้องเลี้ยงดูบุตรเอง แต่แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากยิ่งนัก อุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิก็ยังได้ฝากสิ่งของให้คนรับใช้คือริวโอมารุไปทำบุญถวายแด่พระนิชิเร็นไดโชนินทั้งที่เกาะซาโดะและที่ภูเขามิโนบุด้วย ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงชมเชยต่อความจริงใจในการศรัทธาของอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิ ดังที่ได้เขียนอยู่ใน (หน้า 1254) หน้าสุดท้ายของธรรมนิพนธ์ฉบับที่เรียนคราวนี้ว่า "ที่แล้วมาที่เกาะซาโดะก็ดี ที่แล้วมาที่นี่ (ภูเขามิโนบุ) ก็ดี อุตส่าห์ส่งคนรับใช้คนหนึ่งมา เรื่องนี้ไม่ว่าในสมัยใดก็ไม่อาจจะลืมบุญคุณนี้ (หลังจากเสียชีวิตและในชาติหน้าอาตมานิชิเร็น) จะกลับกลายมาคอยรับใช้ (ต่ออุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิ) ด้วย"

(6) ในสมัยนั้น ถ้าอยากจะทำบุญถวายจีวรแล้ว ก็จะต้องทอด้วยมือเอง ซึ่งเป็นงานหนักที่ต้องใช้เวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิที่สุขภาพไม่ค่อยจะดี และมีเศรษฐกิจที่ยากลำบาก อีกทั้งยังต้องดูแลบุตรที่เจ็บป่วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การทำบุญถวายจีวร 1 ผืนจึงเป็นเรื่องที่ทำด้วยความยากลำบากมาก ไม่เหมือนสมัยปัจจุบันที่ซื้อหามาทำบุญถวายได้อย่างง่ายดาย

สำหรับข้อความที่หยิบยกมาเรียนในคราวนี้ เป็นข้อความช่วงกลางของธรรมนิพนธ์ฉบับนี้

คำอธิบายทีละข้อความ

คนที่เชื่อต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้น ดุจเดียวกับฤดูหนาว

อธิบาย: ทำไมพระนิชิเร็นไดโชนินจึงชี้นำอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิเช่นนี้ ก็เพราะว่า ถ้าคิดโดยทางสังคมแล้ว สถานการณ์ของอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจินั้นไม่ค่อยจะดี เพราะสามีถูกยึดที่ดินถือครองด้วยสาเหตุจากการเข้ามาศรัทธาในคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนิน ทำให้เศรษฐกิจของครอบครัวต้องยากลำบาก ไม่เพียงเท่านี้ เสาใหญ่ของครอบครัวหมายถึงสามีได้เสียชีวิตลง อุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิจึงต้องรับภาระเลี้ยงดูบุตรที่เจ็บป่วยในสภาพที่สุขภาพของตนเองก็ป่วยกระเสาะกระแสะ พร้อมกันนั้น สถานการณ์บ้านเมืองก็วุ่นวายโกลาหลเพราะทหารมองโกลบุกเข้ามาใหม่ ซึ่งไม่มีเรื่องดีเสียเลย เพราะฉะนั้น ถ้าอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิศรัทธาอ่อนแอแล้ว ก็ย่อมจะต้องถอยศรัทธาไป

แต่ทำไมพระนิชิเร็นไดโชนินจึงบอกว่า "คนที่เชื่อต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้นดุจเดียวกับฤดูหนาว" ก็เพราะว่าพวกเรามนุษย์ปุถุชนได้เคยสร้างกรรมชั่วมาในอดีตชาติ และชาตินี้ก็ยังมีการสร้างกรรมชั่วอีก ดังนั้น เมื่อชะตากรรมชั่วปรากฏออกมาแล้ว สิ่งแวดล้อมรอบตัวก็จะไม่ดีและทำให้เรารู้สึกเป็นทุกข์ทรมานดุจเดียวกับฤดูหนาวที่หนาวเหน็บนั่นเอง ดังนั้น การที่อุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิมีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง บุตรก็เจ็บป่วย สามีก็เสียชีวิต เศรษฐกิจก็ไม่ดี เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งหมดอาจพูดได้ว่าเป็นชะตากรรมชั่วของนางเองก็ว่าได้

เรื่องนี้สำหรับพวกเราก็เช่นกัน บางคนมีความกลุ้มใจเรื่องสามี บางคนมีความกลุ้มใจเรื่องลูก บางคนมีความกลุ้มใจเรื่องเศรษฐกิจ และมีความกลุ้มใจในความเจ็บป่วยของตัวเอง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้พวกเรามีความกลุ้มใจมากมายก็เนื่องจากกรรมชั่วและหนักที่เราเคยสร้างมา เปรียบเสมือนฤดูหนาว แต่เนื่องจากพวกเรามีความกลุ้มใจ จึงมีโอกาสได้พบกับโงะฮนซน ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงบอกว่า ผู้ที่เชื่อต่อโงะฮนซนนั้นดุจเดียวกับฤดูหนาว

ฤดูหนาวนั้นจะต้องกลายเป็นฤดูใบไม้ผลิอย่างแน่นอน

อธิบาย: ข้อความนี้เป็นข้อความที่มีชื่อเสียง และสมาชิกหลายแสนหลายล้านคนก็ได้อ่านข้อความนี้ด้วยร่างกายมาแล้ว ดังนั้น ข้อความนี้จึงเป็นการส่งเสริมกำลังใจแก่อุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิว่า ความทุกข์ยากลำบากในปัจจุบันก็ดุจเดียวกับฤดูหนาว แต่อนาคตก็จะสามารถมีความสุขได้ ดุจเดียวกับฤดูใบไม้ผลิอย่างแน่นอน ซึ่งอธิบายด้วยการอุปมาเรื่องฤดูที่ทำตามจังหวะของธรรมชาตินั่นเอง ซึ่งคำที่สำคัญในข้อความนี้ก็คือคำว่า "แน่นอน" หมายความว่าจะต้องได้รับผลสำเร็จ 100 % ดังนั้น แม้สภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราในปัจจุบันจะไม่ดีมากแค่ไหนก็ตาม แต่จะต้องมีความเชื่อมั่นต่อโงะฮนซนว่าจะสามารถเปลี่ยนพิษเป็นยาได้ 100 % นั่นเอง ดังนั้น คำว่า "แน่นอน" จึงเป็นการแสดงถึงความมั่นใจของพระนิชิเร็นไดโชนินที่มีต่ออานุภาพของโงะฮนซน เพราะฉะนั้น พวกเราจะต้องเชื่อคำพูดของพระนิชิเร็นไดโชนินที่กล่าวว่า "แน่นอน" ซึ่งพวกเราก็จะต้องได้รับแน่นอนด้วย นี่คือการเข้าถึงอาจารย์กับศิษย์ไม่เป็นสอง (ชิเตฟุนิ 師弟不二) นั่นเอง

เมื่ออ่านธรรมนิพนธ์ทั้งหมดของพระนิชิเร็นไดโชนินแล้ว จะเห็นได้ว่าคำชี้นำและคำเทศนาของพระนิชิเร็นไดโชนินนั้นเป็นการนำเอาทฤษฎีที่ยากมาประยุกต์ใช้อย่างง่าย ๆ ดังที่มีอยู่มากมาย

อย่างเช่น เรามีปัญหากลุ้มใจเรื่องคนในครอบครัว ตอนนั้นอย่าคิดว่าเขาไม่ดี เขาเป็นเพียงแค่ปัจจัยเท่านั้น หลักก็คือตัวเรามีกรรมอยู่ เขาจึงแสดงออกมาให้เราเห็นเช่นนั้น เรื่องนี้พระนิชิเร็นไดโชนินได้อธิบายด้วยเรื่องกระจกเงา ดังปรากฏอยู่ในธรรมนิพนธ์ (หน้า 769) ว่า "ในเวลาที่เราหันหน้าต่อกระจกเงาและทำการกราบไหว้แล้ว เงาที่อยู่ในกระจกเงาก็จะกราบไหว้เราด้วย"

ผู้ที่แม้แต่การสวดมนต์เช้าเย็นก็ยังไม่สามารถทำได้แล้ว จะสามารถเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตได้อย่างไร หรือคนที่สวดมนต์น้อยแล้วคำอธิษฐานของเขาจะสามารถได้รับบุญกุศลมากมายได้อย่างไร ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวในธรรมนิพนธ์ (หน้า 1158) ว่า "คนที่ไม่สามารถจะข้ามคู 1 โจ (เท่ากับ 3 เมตร) แล้ว จะข้ามคู 2 โจ 3 โจได้อย่างไร"

ถ้าหนึ่งขณะจิตเข้มแข็งและตั้งอกตั้งใจสวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว ย่อมจะต้องได้รับผลสำเร็จอย่างแน่นอน และเมื่อจิตใจเข้มแข็งแล้ว เทวดาก็จะให้การรักษาคุ้มครองต่อพวกเราอย่างแน่นอน ซึ่งเรื่องนี้พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนอยู่ในธรรมนิพนธ์ (หน้า 1187) ว่า "ถ้าส่ายศีรษะแล้ว เส้นผมก็จะสะบัดไปด้วย" หรือกล่าวต่อไปอีกว่า "ถ้าลมพัดแรงแล้ว ต้นหญ้าต้นไม้ก็อยู่นิ่งไม่ได้"

การที่พวกเราเกิดมาสุขภาพแข็งแรง หรือเกิดมามีสภาพร่างกายพิการ เช่น ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ แคระ หลังค่อม หรือเกิดมาเป็นคนผิวดำ ผิวขาว หรือผิวเหลือง เกิดมาในบ้านเศรษฐี เกิดมาในบ้านคนจน ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นไปตามกรรมของเจ้าตัว ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่เป็นเพราะกรรมพันธุ์ ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงเขียนในธรรมนิพนธ์ (หน้า 959) ว่า "อีกาที่ดำหรือนกกระสาที่ขาวก็เป็นเพราะถูกย้อมจากอดีตกรรมอย่างเหนียวแน่นนั่นเอง"

ร่างกายของเราเท่ากับตัวตนของเมียวโฮเร็งเงเคียว หมายความว่า เมื่อเราสวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว ร่างกายของเราก็เท่ากับตัวตนของโงะฮนซน เรื่องนี้พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนในธรรมนิพนธ์ (หน้า 716) ว่า "ศีรษะของพวกเรานั้นเป็นเมียว คอเป็นโฮ อกเป็นเร็ง ท้องเป็นเง ขาเป็นเคียว ซึ่งร่างกาย 5 ชะขุ (1 ชะขุเท่ากับประมาณ 1 ฟุต) นี้เป็นอักษร 5 ตัวของเมียวโฮเร็งเงเคียว"

เมื่อพวกเรารู้สึกสงสารผู้อื่นและอยากจะช่วยเหลือเขา จึงชักชวนแนะนำธรรมให้แก่เขา หรือเมื่อมีสมาชิกใหม่ไม่สบาย พวกเราก็พยายามสวดมนต์เพื่อให้เขาหาย แม้ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นการทำเพื่อเขาซึ่งเป็นผู้อื่นก็ตาม แต่บุญกุศลนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยผู้อื่นได้เท่านั้น ตัวเราเองก็จะสามารถได้รับบุญกุศลนี้ด้วย และทั้งสองฝ่ายก็จะสามารถมีความสุขได้ ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ (หน้า 1598) ว่า "จุดไฟเพื่อผู้อื่นแล้ว ก็ดุจเดียวกับข้างหน้าของตัวเองสามารถมีความสว่างได้"

ถ้าพวกเราไม่เข้าองค์กร และยังไม่พบเพื่อนที่ดีแล้ว การบำเพ็ญเพียรพุทธมรรคของเราก็จะผิดเส้นทางไป และจะไม่สามารถได้รับบุญกุศลของโงะฮนซน ดังนั้น แม้ว่าอาจจะรู้สึกอึดอัดใจก็ตาม แต่ก็จะต้องเข้าองค์กร และพบกับเพื่อนที่ดี จึงจะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ (หน้า 1468) ว่า "ในเวลาที่ปลูกต้นไม้นี้ แม้ลมจะพัดมาแรงแค่ไหนก็ตาม ถ้ามีไม้ค้ำที่แข็งแรงแล้ว ก็จะไม่ล้มลง"

ซึ่งเรื่องนี้พระนิชิเร็นไดโชนินได้อธิบายง่าย ๆ และชี้นำสั่งสอนต่อพวกเรา เช่นเดียวกับที่ส่งเสริมกำลังใจให้แก่อุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิว่า "ฤดูหนาวนั้นจะต้องกลายเป็นฤดูใบไม้ผลิอย่างแน่นอน" นี่คือความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ของพระนิชิเร็นไดโชนินที่จะช่วยเหลือพวกเรามนุษย์ปุถุชนคนโง่นั่นเอง

ยังไม่เคยได้ยินได้เห็นตั้งแต่อดีตกาลมาเลยว่า ฤดูหนาวกลับไปสู่ฤดูใบไม้ร่วง ยังไม่เคยได้ยินว่าคนที่เชื่อต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรจะกลายเป็นมนุษย์ปุถุชน

อธิบาย: คำว่า "ยังไม่เคยได้ยินได้เห็นตั้งแต่อดีตกาลมาเลยว่า ฤดูหนาวกลับไปสู่ฤดูใบไม้ร่วง" ก็หมายความว่า ผู้ที่เชื่อต่อโงะฮนซน แม้ว่าเขาจะมีอดีตกรรมชั่วมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่เขาก็มีสิทธิ์ที่จะบรรลุพุทธภาวะได้ในหนึ่งชั่วชีวิตนี้ ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า เขาก็จะสามารถมีความสุขได้อย่างแน่นอน ดังนั้น การที่จะไม่มีความสุขนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกับที่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่ฤดูหนาวแล้วจะกลับไปสู่ฤดูใบไม้ร่วง เปรียบเสมือนต้นข้าวที่มี 3 ชนิดด้วยกัน คือ ข้าวธรรมดา ข้าวเบาซึ่งเก็บเกี่ยวได้ผลเร็ว และข้าวหนักซึ่งเก็บเกี่ยวได้ผลช้า อย่างไรก็ตาม ทั้งหมด 3 ชนิดนี้ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ภายใน 1 ปี เช่นเดียวกับที่พวกเราผู้มีกรรมหนักหรือเบานั่นเอง

คำว่า "ยังไม่เคยได้ยินว่าคนที่เชื่อต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรจะกลายเป็นมนุษย์ปุถุชน" หมายความว่า แม้พวกเราจะเป็นมนุษย์ปุถุชนและวนเวียนอยู่ใน 6 โลกก็ตาม แต่ในเวลาที่ตั้งอกตั้งใจสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ตอนนั้นชีวิตของเราจะสามารถมีโลกพุทธปรากฏออกมา ดังนั้น ชีวิตของพวกเราจึงกลายเป็นพุทธได้ เช่นนี้แล้ว พวกเราก็ไม่ใช่มนุษย์ปุถุชน ด้วยเหตุนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวเช่นนี้

เพราะฉะนั้น แม้ว่าเราสวดมนต์จบและสภาพชีวิตกลับไปสู่สภาพเดิมที่บางคนเป็นโลกนรก โลกเปรต โลกเดรัจฉาน โลกอสุระ โลกมนุษย์ โลกเทวะ ต่าง ๆ ก็ตาม แต่การที่พวกเรานับถือศรัทธาต่อโงะฮนซนก็แสดงว่าหนทางของชีวิตเราสามารถเข้าอยู่ในวงโคจรของโงะฮนซน ซึ่งหมายถึงอยู่บนเส้นทางของการไปสู่ความสุขได้ โดยชีวิตค่อย ๆ สะอาดบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น เราจะต้องไม่ทิ้งโงะฮนซน ไม่ห่างออกจากองค์กรของสมาคม ไม่สงสัยอานุภาพของโงะฮนซน และศรัทธาอย่างว่านอนสอนง่าย แล้วในที่สุดก็จะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน นี่คือสิ่งที่พระพุทธให้การรับรอง ดังนั้น อาจารย์โทดะจึงเคยชี้แจงไว้ว่า "แม้ว่าจะมีความทุกข์ยากลำบากมากมายก็ตาม แต่ก่อนที่จะเสียชีวิต 3-4 ปีมีความสุขก็ดีแล้ว" ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์อิเคดะบอกว่า "แม้ว่าปัจจุบันจะมีความสุขมากมายก็ตาม แต่ถ้าก่อนเสียชีวิต 3-4 ปีมีความทุกข์แล้ว ชีวิตมนุษย์ของคน ๆ นี้ก็ถือว่าเป็นชีวิตมนุษย์ที่พ่ายแพ้" ดังนั้น แม้ว่าปัจจุบันพวกเราจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมากมายก็ตาม แต่ขอให้เชื่อมั่นว่าในที่สุดเราจะต้องมีความสุขได้อย่างแน่นอน และสามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้อย่างแน่นอน ตามที่พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวไว้นั่นเอง

ในพระสูตรกล่าวว่า "ถ้ามีผู้ที่มีการฟังธรรมแล้วไม่บรรลุพุทธภาวะนั้น ไม่มีแม้แต่คนเดียว"

อธิบาย: คำว่าพระสูตรก็หมายถึงพระสูตรที่พระพุทธเจ้าเทศนาสั่งสอนนี้คือโฮเบ็นพนบทที่ 2 ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร (หน้า 183) นั่นเอง และทำไมพระนิชิเร็นไดโชนินจึงอ้างอิงพระสูตรให้แก่อุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิ ก็เพราะว่า โดยธรรมดาแล้ว เมื่อพระนิชิเร็นไดโชนินชี้นำแก่ลูกศิษย์ ตอนนั้นท่านจะต้องอ้างอิงพระสูตรเป็นหลักฐานให้เห็นว่าคำชี้นำของท่านมิใช่ท่านคิดเอาเองและพูดออกมาเอง แต่ท่านได้ทำตามคำสอนของพระพุทธ จึงมีการอ้างอิงพระสูตรทุกครั้งไป ดังในประโยคก่อนหน้านี้ที่ท่านกล่าวว่า "ยังไม่เคยได้ยินว่าคนที่เชื่อต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรจะกลายเป็นมนุษย์ปุถุชน" ซึ่งคำชี้นำนี้ถูกต้องตามที่กล่าวอยู่ในพระสูตรว่า "ถ้าผู้ที่มีการฟังธรรมแล้วไม่บรรลุพุทธภาวะนั้นไม่มีแม้แต่คนเดียว" นั่นเอง

และคำว่า "ธรรม" ในที่นี้ก็หมายถึงสัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งเป็นความปรารถนาที่มีมานานของการเกิดมาในชาตินี้ของพระพุทธองค์ และสำหรับสมัยธรรมปลายแล้ว ก็คือนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ซึ่งหมายถึงโงะฮนซนแห่งธรรมเร้นลับอันยิ่งใหญ่ 3 ประการ เพราะฉะนั้น แม้ว่าจะได้รับฟังธรรมเพียงแค่ครั้งหนึ่งเท่านั้น บุคคลผู้นั้นก็จะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้

ชีวิตของผู้ตายซึ่งล่วงลับไปแล้วนั้นได้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรอยู่แล้ว ถิ่นที่อยู่อาศัย (หมายถึงที่ดินถือครอง) ที่ค้ำจุนต่อชีวิตอันน้อยนิดได้ถูกริบด้วยสาเหตุจากสัทธรรมปุณฑริกสูตรก็เป็นการอุทิศชีวิตมิใช่หรือ หิมาลัยกุมารเขาคนนั้นได้อุทิศร่างกายเพื่อคาถาครึ่งหนึ่ง และพระไภษัชยราชโพธิสัตว์ที่เผาข้อศอก เขาเหล่านั้นเป็นอริยบุคคลอยู่แล้ว ดังนั้น จึงดุจเดียวกับการใส่น้ำลงไปในไฟ แต่คนนี้ (หมายถึงสามี) นั้นเป็นมนุษย์ปุถุชนอยู่แล้ว ดังนั้น จึงดุจเดียวกับการใส่กระดาษเข้าไปในไฟ ซึ่งเมื่อคิดจากเหตุผลนี้แล้ว ชีวิตของผู้ตายก็มีบุญกุศลนี้ (หมายถึงบุญกุศลเหมือนกับอริยบุคคล 2 ท่าน)

อธิบาย: ข้อความตอนนี้พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวชมเชยความศรัทธาของสามีผู้ล่วงลับไปแล้ว และส่งเสริมกำลังใจให้แก่อุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิผู้เป็นภรรยา ซึ่งเมื่ออุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิได้อ่านจดหมายฉบับนี้หลังจากที่สามีเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 1-3 ปี ก็ย่อมจะต้องรู้สึกดีใจ เพราะในขณะที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้รับการบีฑาธรรมทัตจึโนะคุชิ สามีของนางก็ได้ต่อสู้ท้าทายอย่างเต็มที่โดยไม่มีการถอยศรัทธาเลยแม้แต่นิดเดียว จนต้องถูกยึดที่ดิน ด้วยเหตุนี้ สำหรับฝ่ายภรรยาแล้ว จึงถือว่าสิ่งนี้เป็นความภาคภูมิใจในตัวสามีอย่างมากมาย

แต่แท้จริงแล้ว เนื่องจากสามีของนางได้เสียชีวิตลงเพราะไม่สบายในขณะที่พระนิชิเร็นไดโชนินถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะซาโดะ แต่ทำไมพระนิชิเร็นไดโชนินจึงบอกว่า "ชีวิตของผู้ตายซึ่งล่วงลับไปแล้วนั้นได้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรอยู่แล้ว" ก็เพราะว่า ถึงแม้ว่าสามีจะไม่สบายและเสียชีวิตไปก็ตาม แต่ก่อนหน้านี้เขาถูกยึดที่ดิน ซึ่งหมายถึงการถูกตัดรายได้ด้วยสาเหตุที่นับถือศรัทธาต่อคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนิน อันเป็นการเข้าถึงเจตนารมณ์ของการอุทิศชีวิตเพื่อโงะฮนซนก็ว่าได้ ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า "ถิ่นที่อยู่อาศัยที่ค้ำจุนต่อชีวิตอันน้อยนิดได้ถูกริบด้วยสาเหตุจากสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้นก็เป็นการอุทิศชีวิตมิใช่หรือ"

ทำไมพระนิชิเร็นไดโชนินจึงเขียนว่า "ชีวิตอันน้อยนิด" ก็เพราะว่าพระนิชิเร็นไดโชนินได้เขียนถึงจำนวนประชากรญี่ปุ่นสมัยนั้นในธรรมนิพนธ์หลายแห่ง เช่น ในหน้า 1437 ว่า "ผู้ชายผู้หญิงของประเทศญี่ปุ่นนั้นทั้งหมดมี 4,994,828 คนอยู่แล้ว" หรือในธรรมนิพนธ์ (หน้า 1072) กล่าวว่า "ผู้ชายนั้นมีจำนวน 1,994,828 คน ส่วนผู้หญิงนั้นมีจำนวน 2,994,830 คนอยู่แล้ว" (ถ้าเอาจำนวนชายหญิงรวมกันแล้วจะได้ 4,999,658 คน ซึ่งจำนวนต่างกันอยู่ 4,830 คน) แต่ถ้าเปรียบเทียบจำนวนคนทั้งหมดนี้ของประเทศญี่ปุ่นกับสามีคนเดียวแล้ว ก็ดูเหมือนว่าเป็นเพียงจำนวนที่น้อยนิด ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวเช่นนี้

พูดถึงเรื่องของหิมาลัยกุมารและพระไภษัชยราชโพธิสัตว์นั้น มีรายละเอียดอยู่ในอธิบายศัพท์แล้ว จึงจะไม่อธิบายซ้ำ แต่ทำไมพระนิชิเร็นไดโชนินจึงอ้างชื่ออริยบุคคล 2 ท่านนี้ ก็เพราะว่าการสะสมบุญวาสนาในเวลาที่สามีต่อสู้กับการถูกยึดที่ดินซึ่งเป็นการเข้าถึงเจตนารมณ์ของการอุทิศชีวิตต่อโงะฮนซนนั้นไม่ด้อยไปกว่าบุญวาสนาในการบำเพ็ญเพียรพุทธมรรคของอริยบุคคล 2 ท่านนี้ ซึ่งอาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ฉะนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า "เขาเหล่านั้นเป็นอริยบุคคลอยู่แล้ว ดังนั้น จึงดุจเดียวกับการใส่น้ำลงไปในไฟ แต่คนนี้ (หมายถึงสามี) นั้นเป็นมนุษย์ปุถุชนอยู่แล้ว ดังนั้น จึงดุจเดียวกับการใส่กระดาษเข้าไปในไฟ ซึ่งเมื่อคิดจากเหตุผลนี้แล้ว ชีวิตของผู้ตายก็มีบุญกุศลนี้" ซึ่งเป็นการชมเชยต่อความจริงใจในพฤติกรรมของสามี และบอกว่าสามีของอุบาสิกาหม้ายเมียวอิจิจะสามารถบรรลุพุทธภาวะในกายนี้ได้แน่นอน ดังนั้น คำว่า "มีบุญกุศลนี้" ก็หมายถึงสามีจะสามารถบรรลุภาวะในกายนี้ได้ เหมือนกับที่อริยบุคคลทั้ง 2 ท่านสามารถบรรลุพุทธภาวะในกายนี้ได้นั่นเอง

คำว่า "เขาเหล่านั้นเป็นอริยบุคคลอยู่แล้ว ดังนั้น จึงดุจเดียวกับการใส่น้ำลงไปในไฟ" หมายความว่า หิมาลัยกุมารนั้นแท้จริงแล้วเป็นอดีตชาติของพระพุทธเจ้า ดังนั้น การบำเพ็ญเพียรพุทธมรรคที่ยากและหนักก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นการบำเพ็ญเพียรพุทธมรรคของอริยบุคคล ความยากลำบากที่มีก็ดูราวกับว่าไม่มี เพราะสามารถทำได้สบาย ๆ จึงเปรียบว่าดุจเดียวกับการใส่น้ำลงไปในไฟ ซึ่งพระไภษัชยราชโพธิสัตว์ก็เช่นกัน แต่คำว่า "คนนี้นั้นเป็นมนุษย์ปุถุชนอยู่แล้ว ดังนั้น จึงดุจเดียวกับการใส่กระดาษเข้าไปในไฟ" ก็หมายความว่า การบำเพ็ญเพียรพุทธมรรคของมนุษย์ปุถุชนนั้นจะต้องเบากว่าการบำเพ็ญเพียรพุทธมรรคของอริยบุคคล แต่ว่าสามีของนางได้กระทำถึงขนาดยอมอุทิศชีวิต ซึ่งเป็นการบำเพ็ญเพียรพุทธมรรคที่หนักที่สุดเหมือนกับอริยบุคคลเลยทีเดียว ดังนั้น แท้จริงแล้ว สำหรับมนุษย์ปุถุชนไม่ต้องบำเพ็ญเพียรพุทธมรรคถึงเพียงนั้นก็ได้ แต่สามีของนางก็ได้ทำ เพราะฉะนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงชมเชยการบำเพ็ญเพียรพุทธมรรคของสามีที่ยอมอุทิศชีวิต อันเป็นสิ่งที่ยากลำบากมาก โดยเปรียบว่าดุจเดียวกับใส่กระดาษเข้าไปในไฟ ซึ่งทำได้ยากนั่นเอง

อนึ่ง ในข้อความนี้พระนิชิเร็นไดโชนินได้อธิบายถึงเรื่องการที่มนุษย์เสียชีวิต จึงจะขออธิบายสักเล็กน้อย โดยหยิบยกข้อความธรรมนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง (หน้า 1000) ที่พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนไว้ว่า "ความหนักของกรรมในอดีตนั้นชาตินี้ยังไม่หมด และควรจะต้องได้รับความทุกข์ของนรกในอนาคต แต่ชาตินี้ถ้าพบกับความทุกข์หนัก (หมายถึงการบีฑาธรรมอันยิ่งใหญ่) แล้ว ความทุกข์ของนรกก็จะหายไปในชั่วแวบเดียว และเสียชีวิตลงแล้วก็จะสามารถได้รับผลประโยชน์ของมนุษย์กับเทวะ ตรียาน (ได้แก่ โลกสาวก โลกปัจเจก และโลกโพธิสัตว์) กับเอกยาน (โลกพุทธ หมายถึงสามารถบรรลุพุทธภาวะในกายนี้ได้) อยู่แล้ว" โดยจะขอยกตัวอย่างลักษณะตอนที่คุณยายของผมเสียชีวิต ซึ่งเป็นไปตามข้อความธรรมนิพนธ์ที่กล่าวไว้ข้างต้น

เดิมทีเดียวคุณยายของผมนับถือนิกายสุขาวดีเข้มแข็งมาก อย่างเช่น เวลาที่ไปเที่ยวต่างจังหวัด ท่านจะหิ้วตู้พระใบเล็ก ๆ ของนิกายสุขาวดีพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่ไปด้วยอยู่เสมอ พอไปถึงที่แล้ว ก็จะต้องสวดมนต์เช้าเย็นอยู่เสมอ ซึ่งท่านนับถือศรัทธามากมายถึงเพียงนั้น แต่เมื่อคุณแม่ของผมเข้ามานับถือศรัทธาต่อโงะฮนซนเมื่อ 38 ปีก่อน ก็ได้เริ่มชักชวนแนะนำธรรมจนคุณยายเข้ามาศรัทธาด้วย ซึ่งคุณยายก็หันมาปฏิบัติศรัทธาต่อโงะฮนซนอย่างเข้มแข็ง ปฏิบัติสวดมนต์เช้าเย็นตลอด ในวันหนึ่ง คุณแม่ของผมได้ถามคุณยายว่า คุณยายอธิษฐานอะไรต่อโงะฮนซน คุณยายก็ตอบว่ามีคำอธิษฐานเพียงอย่างเดียวคือเวลาที่เสียชีวิต ขอให้เสียชีวิตไปทันที เพราะสมัยที่คุณตาเสียชีวิต ท่านป่วยด้วยโรคมะเร็ง ต้องทนเจ็บปวดทุกข์ทรมานแล้วจึงเสียชีวิตไป คุณยายเห็นสภาพเช่นนี้แล้ว จึงคิดว่าตัวเองไม่อยากจะเป็นแบบนั้น ซึ่งคุณยายได้ตอบคุณแม่ของผมว่าเช่นนี้ คุณยายมีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ท่านมักจะไปเที่ยวบ้านของลูกทั้ง 4 คน ซึ่งทุกคนก็นับถือศรัทธาต่อโงะฮนซน และยังได้ไปเยี่ยมคุณแม่ของผมที่ฮ่องกงด้วย แต่แล้วในวันหนึ่ง คุณยายก็รู้สึกอึดอัดท้อง จึงไปหาหมอและตรวจ ปรากฏว่ากระเพาะเป็นมะเร็งขั้นหนัก แต่คุณหมอบอกกับคุณยายว่ากระเพาะอาหารเป็นแผล ในขณะที่ลูกหลานทราบดีว่าท่านเป็นมะเร็ง แล้วคุณยายก็เข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยความเชื่อว่าตัวเองเป็นโรคกระเพาะอาหารเป็นแผล ทานยาแล้วก็จะหายได้ จึงอยู่ในโรงพยาบาลอย่างสบายใจ และลูก ๆ ก็ได้จ้างคนมาดูแลพยาบาลท่าน ซึ่งคนนี้ก็เป็นสมาชิกด้วย สำหรับอาการของคุณยายนั้น หมอบอกว่าประมาณ 1 อาทิตย์หรือ 2 อาทิตย์ก็จะเริ่มเจ็บ ดังนั้น ลูก ๆ ควรจะบอกให้ท่านรู้ตัวไว้ก่อนดีกว่า ตอนนั้นน้าชายคนโตก็ตัดสินใจว่า พรุ่งนี้จะไปเยี่ยมและพูดกับคุณยาย แต่ปรากฏว่าตอนเช้าของวันนั้นเอง ขณะที่พยาบาลที่จ้างมากำลังเช็ดตัวให้คุณยายอยู่ คุณยายก็บ่นให้เขาฟังว่า คุณหมอบอกว่าถ้าทานยาแล้วเดี๋ยวก็จะหายและกลับบ้านได้ แต่คุณหมอยังไม่ยอมบอกให้กลับบ้านเสียที ดังนั้น พรุ่งนี้ฉันจะกลับบ้านแล้วล่ะ ขณะที่คุณยายพูดเช่นนี้อยู่ ท่านก็หัวใจวายและเสียชีวิตไปทันทีในอ้อมแขนของพยาบาลที่กำลังเช็ดตัวให้ท่าน ดังนั้น เมื่อคุณแม่ของผมซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ฮ่องกงได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากน้าชายคนโตว่าเมื่อสักครู่นี้คุณยายหัวใจวายเสียชีวิตไปแล้ว คุณแม่ฟังแล้วก็รู้สึกดีใจว่า คุณยายไม่ต้องทนเจ็บปวดทุกข์ทรมาน คุณแม่จึงไม่ได้ร้องไห้เลย ซึ่งก็เป็นดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนอยู่ในธรรมนิพนธ์ (หน้า 1480) ว่า "รู้สึกดีใจที่ว่ารีบเสียชีวิตไปทันทีกระมัง" ตอนนั้นคุณยายอายุ 86 ปี ซึ่งท่านได้เสียชีวิตไปเมื่อ 14 ปีก่อน

— SGT Youth PR · ใบอ่านพุทธธรรม (เพิ่มเติม) · ฤดูหนาวเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิอย่างแน่นอน —
ใบอ่านที่ 4/6 · ที่มา: วารสารสู่ความสุข ฉบับกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 · ธรรมนิพนธ์เรื่องจดหมายตอบท่านอุบาสิกาเซ็นนิชิ

จิตใจนั่นเองที่สำคัญ

ข้อความธรรมนิพนธ์

ตัวอย่างเช่นดวงจันทร์แม้จะอยู่บนท้องฟ้าสูงขึ้นไปไกลถึง 40,000 โยชน์ก็สามารถสะท้อนเงาลงมาในบ่อน้ำบนพื้นโลกในมหุรดี หรือเสียงกลองที่ประตูสายฟ้าก็สามารถได้ยินทันทีจากระยะทางไกลนับพันลี้หมื่นลี้ แม้ท่านจะอยู่ที่ซาโดะ จิตใจของท่านก็ได้มาถึงจังหวัดนี้แล้ว หนทางแห่งการบรรลุพุทธภาวะก็ดุจเดียวกันนี้ แม้พวกเราจะอาศัยอยู่ในดินแดนสกปรก แต่จิตใจของพวกเราอาศัยอยู่ที่ดินแดนบริสุทธิ์แห่งเขาคิชฌกูฏ เพียงแค่การได้พบปะเห็นหน้ากันและกันนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ จิตใจนั่นเองที่สำคัญ (ธรรมนิพนธ์ หน้า 1316) (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 949)

อธิบายศัพท์

โยชน์ — เป็นหน่วยวัดระยะทางของอินเดียสมัยโบราณ 1 โยชน์หมายถึงระยะทางที่กองทัพจักรพรรดิในสมัยนั้นเดินเท้าใน 1 วัน กล่าวกันว่าเป็นระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร

มหุรดี [อ่านว่า มะ-หุ-ระ-ดี] — คือหน่วยเวลา มี 2 ความหมาย (1) ช่วงเวลา 1 ใน 30 ส่วนของ 1 วัน และ (2) ช่วงเวลาที่สั้นที่สุด (ชั่วขณะ) ซึ่งในที่นี้ใช้ความหมายที่ 2

กลองที่ประตูสายฟ้า — หมายถึง กลองขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ที่ประตูสายฟ้า บนกำแพงเมืองฮุ้ยจี (ปัจจุบันคือเมืองหางโจว เมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียงในสาธารณรัฐประชาชนจีน) ของประเทศจีนซึ่งอยู่ห่างไกลมากจากเมืองลั่วหยางซึ่งเป็นเมืองหลวง กล่าวกันว่าเมื่อตีกลองใบนี้ เสียงกลองจะดังไปถึงเมืองลั่วหยางได้ในทันที

ดินแดนสกปรก — หมายถึง สหาโลกธาตุที่ปุถุชนผู้เต็มไปด้วยกิเลสและความทุกข์อาศัยอยู่

เขาคิชฌกูฏ [อ่านว่า เขา-คิด-ชะ-กูด] — ว่ากันว่าสัทธรรมปุณฑริกสูตรได้รับการเทศนาบนภูเขาลูกนี้ และยังหมายถึงดินแดนพุทธะซึ่งพระพุทธะในอดีตกาลอันยาวนานอาศัยอยู่

ความเป็นมา

ธรรมนิพนธ์ฉบับนี้เป็นจดหมายที่พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนเมื่อวันที่ 19 เดือนอธิกมาสตุลาคม (ตามปฏิทินจันทรคติแบบญี่ปุ่น ปีนี้เป็นปีที่มีเดือนตุลาคม 2 ครั้ง) ค.ศ. 1278 (ปีโคอันที่ 1 หรือ พ.ศ. 1821) ขณะที่ท่านอายุ 57 ปี โดยเขียนที่เขามิโนบุ และจ่าหน้าถึงอุบาสิกาเซ็นนิชิซึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะซาโดะ

อุบาสิกาเซ็นนิชิกับท่านอะบุ๊ตจึโบผู้เป็นสามีเข้าเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินในช่วงที่พระนิชิเร็นไดโชนินถูกเนรเทศไปที่เกาะซาโดะ ทั้งคู่เป็นศูนย์กลางของลูกศิษย์บนเกาะซาโดะซึ่งให้การปกป้องพระนิชิเร็นไดโชนินโดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่จะมีต่อชีวิตตนเอง

ภายหลังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้รับการอภัยโทษและเข้าพำนักที่เขามิโนบุแล้ว แม้อะบุ๊ตจึโบจะสูงอายุ แต่ก็ยังเดินทางจากเกาะซาโดะมาถึงเขามิโนบุซึ่งอยู่ห่างไกลเพื่อเยี่ยมเยียนพระนิชิเร็นไดโชนิน พร้อมกับนำสิ่งของมาทำบุญถวายหลายต่อหลายครั้ง

พระนิชิเร็นไดโชนินคำนึงถึงความเหนื่อยยากของอุบาสิกาเซ็นนิชิที่ต้องดูแลบ้านเนื่องจากส่งสามีมาเยี่ยมท่าน พระนิชิเร็นไดโชนินจึงฝากจดหมายส่งเสริมกำลังใจอย่างอบอุ่นมาให้อุบาสิกาเซ็นนิชิทุกครั้ง ธรรมนิพนธ์ฉบับนี้เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ฉบับเหล่านั้น

ตอนต้นของธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินแสดงความรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อการทำบุญถวายของอุบาสิกาเซ็นนิชิ และสอนถึงความยิ่งใหญ่ของบุญกุศลจากการทำบุญถวาย โดยอ้างอิงเรื่องราวในตำนาน เช่น เรื่องของศรีสัมภวะ [สี-สำ-พะ-วะ] ผู้ทำบุญถวายขนมดินปั้นแล้วได้เกิดเป็นพระเจ้าอโศกมหาราช

จากนั้น ท่านเปิดเผยว่าสัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นอาจารย์ของพระพุทธะทั้งหลาย 3 ชาติ 10 ทิศ ดังนั้น ผู้ที่ทำบุญถวายต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรนี้ย่อมได้รับบุญกุศลมากมายมิอาจวัดได้ดุจเดียวกับได้ทำบุญถวายแด่พระพุทธะทั้งหลาย

พระนิชิเร็นไดโชนินยังอธิบายเรื่องความศรัทธาที่สามารถเปลี่ยนชะตากรรมได้ว่า เนื่องจากสัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นพระสูตรแห่งราชสีห์ที่เหนือกว่าพระสูตรทั้งหมด ดังนั้น สตรีที่รับและยึดถือสัทธรรมปุณฑริกสูตรจึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวสิ่งใด และไม่ว่าชะตากรรมแบบใดก็สามารถเปลี่ยนเป็นบุญกุศลได้ด้วยพลังของธรรมมหัศจรรย์

ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังกล่าวว่า ไม่ว่าระยะทางจะห่างไกลขนาดไหน แต่ความจริงใจของอุบาสิกาเซ็นนิชิที่ส่งสามีเดินทางจากเกาะซาโดะมาเยี่ยมท่านถึงที่เขามิโนบุส่งตรงมาถึงพระนิชิเร็นไดโชนินทันที เหมือนดวงจันทร์บนฟ้าที่อยู่ห่างไกลถึง "40,000 โยชน์" แต่ยังสะท้อนเงาลงมาในบ่อน้ำบนพื้นโลก หรือเหมือนเสียงกลองที่ประตูสายฟ้าดังไปไกลถึง "พันลี้หมื่นลี้"

จากนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินสอนเรื่องความสำคัญของจิตใจแห่งอาจารย์กับศิษย์ไม่เป็นสองว่า หนทางที่จะเป็นพระพุทธะก็เช่นกัน แม้พวกเราอาจารย์กับศิษย์จะอยู่ห่างไกลกัน และแม้จะอาศัยอยู่ในดินแดนสกปรกซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ แต่จิตใจของพวกเราอาศัยอยู่ด้วยกันที่เขาคิชฌกูฏซึ่งเป็นดินแดนแห่งการบรรลุพุทธภาวะ

สาระสำคัญ — การอุทิศชีวิตของตนช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยาก คือจิตวิญญาณโซคา

ในตอนต้นของธรรมนิพนธ์ที่ศึกษาในครั้งนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินยกตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่อชี้ให้เห็นว่า จิตใจของอุบาสิกาเซ็นนิชิที่แสวงหาอาจารย์ข้ามระยะทางห่างไกลมาถึงท่าน

โดยกล่าวว่า "จิตใจของท่านมาถึงอาตมาอย่างแน่นอน" เหมือนดวงจันทร์บนท้องฟ้าที่สะท้อนเงาในสระน้ำบนพื้นโลกทันที หรือเสียง "กลองที่ประตูสายฟ้า" ของจีนโบราณซึ่งดังก้องไปไกลถึงพันลี้หมื่นลี้ในทันทีที่ตี

อุบาสิกาเซ็นนิชิมีความศรัทธาต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรจนถึงที่สุด จึงให้สามีมาเยี่ยมเยียนพระนิชิเร็นไดโชนินเกือบทุกปี พร้อมกับทำบุญถวายด้วยความจริงใจ

แต่อีกด้านหนึ่ง อุบาสิกาเซ็นนิชิก็อาจรู้สึกว่าเธอคงไม่สามารถพบกับพระนิชิเร็นไดโชนินซึ่งอยู่ห่างไกลอีกแล้ว ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้รับการส่งเสริมกำลังใจจากอาจารย์ว่า "จิตใจของท่านกำลังต่อสู้ไปพร้อมกับอาตมา" อุบาสิกาเซ็นนิชิย่อมมีความกล้าหาญและความหวังมากมายสุดจะจินตนาการได้

ในข้อความต่อมา พระนิชิเร็นไดโชนินชี้ให้เห็นว่า สำหรับ "หนทางแห่งการบรรลุพุทธภาวะ" สิ่งสำคัญคือ "จิตใจ" ท่านสอนว่า แม้ "ร่างกาย" ของพวกเราจะอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานที่เรียกว่า "ดินแดนสกปรก" แต่ "จิตใจ" ของพวกเราผู้ปฏิบัติคำสอนที่ถูกต้องอยู่ที่เขาคิชฌกูฏซึ่งเป็นดินแดนแห่งแสงสว่างและสันตินิรันดร์

"จิตใจของพวกเราอาศัยอยู่ที่ดินแดนบริสุทธิ์แห่งเขาคิชฌกูฏ" หมายความว่า เราสามารถทำให้ "ชีวิตพุทธะ" ที่ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใดปรากฏขึ้นในจิตใจ การเชื่อมั่นเรื่องนี้พลางขัดเกลาจิตใจด้วยความศรัทธาและก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอคือรากฐานของการบำเพ็ญเพียรพุทธมรรค

ยิ่งกว่านั้น ท่านยังสรุปว่า "จิตวิญญาณแห่งอาจารย์กับศิษย์ไม่เป็นสอง" นี่เองที่สำคัญ ไม่ใช่รูปแบบว่าได้พบหน้าหรือไม่ได้พบหน้ากัน โดยกล่าวว่า "เพียงแค่การได้พบปะเห็นหน้ากันและกันนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ จิตใจนั่นเองที่สำคัญ"

อาจารย์อิเคดะกล่าวว่า "อาจารย์กับศิษย์ไม่เป็นสองคือเส้นทางที่ยิ่งใหญ่ของสมาคมโซคา ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ในช่วงเวลาที่สมาคมฯ ต่อสู้กับอุปสรรค 3 มาร 4 และศัตรูที่เข้มแข็ง 3 ชนิด

ผู้ซึ่งอธิษฐานด้วยจิตใจมุ่งมั่นจนถึงที่สุดและเรียกร้องจนถึงที่สุดเพื่อความเที่ยงธรรมก็คือสมาชิกสมาคมฯ ที่ไร้มงกุฎแต่สูงส่ง ผู้ยืนหยัดด้วยจิตใจที่ไม่เป็นสองกับข้าพเจ้า ประชาชนผู้กล้าหาญเหล่านี้ได้สนับสนุนและปกป้องสมาคมฯ อีกทั้งสร้างการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ของสมาคมฯ ในปัจจุบัน กล่าวคือ จิตวิญญาณแห่ง 'อาจารย์กับศิษย์ไม่เป็นสอง' จะทำลายอุปสรรคมารทั้งปวงให้หมดสิ้น"

ขอให้พวกเราเผาไหม้จิตใจใฝ่หาธรรมให้ลุกโชนอยู่เสมอและก้าวเดินไปพร้อมกับอาจารย์บนเส้นทางที่ยิ่งใหญ่แห่งการเผยแผ่ธรรมไพศาล

คำชี้นำของอาจารย์อิเคดะ

ความปรารถนาของพระพุทธะคือต้องการยกระดับสภาพชีวิตของประชาชนทุกคนให้สูงขึ้นเช่นเดียวกับพระองค์

หากเรานำจิตใจของพระพุทธะนี้มาเป็นจิตใจของตนและก้าวเดินบนเส้นทางที่ "ไม่เป็นสอง" เราจะมีสภาพชีวิตที่ "ไม่เป็นสอง" กับพระพุทธะ นี่คือแก่นสารสำคัญของสัทธรรมปุณฑริกสูตร

และหมู่คณะผู้ศรัทธาที่มีความสามัคคีกลมเกลียวอันสูงส่งซึ่งทำให้แก่นสารสำคัญนี้ปรากฏเป็นรูปธรรมก็คือสมาคมโซคา

การอุทิศชีวิตของตนช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีความสุข ผู้ที่ยากจน และผู้ที่ทุกข์ยาก คือคำสอนของพุทธศาสนามหายานและจิตวิญญาณของสมาคมโซคา

(จาก หนังสือรวบรวมงานเขียนของอาจารย์ไดซาขุ อิเคดะ เล่ม 94)

ประเด็นสำคัญ — "การก้าวเดินบนเส้นทางที่ยิ่งใหญ่แห่งอาจารย์กับศิษย์ไม่เป็นสองไปชั่วชีวิตคือกุญแจสำคัญในการบรรลุพุทธภาวะ"

ท่านอะบุ๊ตจึโบและอุบาสิกาเซ็นนิชิคอยปกป้องค้ำจุนพระนิชิเร็นไดโชนินซึ่งตกอยู่ในสภาพยากลำบากที่ไม่อาจมีชีวิตรอดได้ขณะอยู่ที่เกาะซาโดะเสมอมา ดังนั้น เพื่อยกย่องสรรเสริญความศรัทธาที่ไม่เปลี่ยนแปลงของท่านทั้งสอง พระนิชิเร็นไดโชนินจึงประกาศว่า หลังจากบรรลุพุทธภาวะในชั่วชีวิตนี้แล้วจะได้พบกันที่ดินแดนบริสุทธิ์แห่งเขาคิชฌกูฏอย่างแน่นอน

ความศรัทธานี้คือจิตใจที่แสวงหาอาจารย์จนถึงที่สุดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม อาจารย์กับศิษย์ไม่เป็นสองนี่เองคือเส้นทางที่ยิ่งใหญ่ของโซคา คือแกนหลักสำคัญในการสร้างความสุขของทั้งตนเองและผู้อื่น คือพลังในการตีแตกอุปสรรคมารทั้งปวง สามารถกล่าวได้ว่าการต่อสู้แห่งอาจารย์กับศิษย์ของประธานสมาคมโซคาทั้ง 3 ท่าน คือประวัติศาสตร์แห่งอาจารย์กับศิษย์ไม่เป็นสองตามที่กล่าวมานี้นั่นเอง

อาจารย์โทดะนำจิตใจของอาจารย์มาคิงุจิ ประธานสมาคมท่านแรกที่เสียชีวิตในเรือนจำมาเป็นจิตใจของตน แล้วยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียวท่ามกลางซากปรักหักพังหลังสงครามเพื่อสร้างรากฐานการเผยแผ่ธรรมไพศาลในประเทศญี่ปุ่น ส่วนอาจารย์อิเคดะ จากการได้พบกับอาจารย์โทดะ ท่านจึงรู้แจ้งในธรรมะที่ยิ่งใหญ่แห่งชีวิตและเป็นเพียงผู้เดียวที่ให้การสนับสนุนอย่างสุดกำลังต่ออาจารย์โทดะ นับตั้งแต่อาจารย์อิเคดะดำรงตำแหน่งประธานสมาคมเมื่ออายุ 32 ปี ท่านได้วางรากฐานการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก และสร้างเส้นทางที่ยิ่งใหญ่แห่งสันติภาพโลกและความสุขของมวลมนุษยชาติ

ขอให้พวกเราเรียนรู้จิตวิญญาณแห่งการอุทิศชีวิตเพื่อการเผยแผ่ธรรมของประธานสมาคมโซคาทั้ง 3 ท่าน และยืนหยัดขึ้นรับภาระหน้าที่การเผยแผ่ธรรมไพศาลในท้องถิ่นและยุคสมัยของพวกเรา เพื่อมิตรสหายในอนาคตและเพื่อมวลมนุษยชาติด้วยการตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งว่า "เส้นทางแห่งอาจารย์กับศิษย์จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อลูกศิษย์มีจิตใจแสวงหาอาจารย์อย่างแรงกล้า"

อาจารย์อิเคดะบรรยายถ้อยคำของชินอิจิ ยามาโมโต้ในบทประพันธ์เรื่อง ปฏิวัติมนุษย์-ใหม่ ไว้ว่า "ผมเองก็ต่อสู้โดยนำจิตใจของอาจารย์โทดะมาเป็นจิตใจของตนเองและมีจังหวะชีวิตที่สอดคล้องกับท่าน ด้วยการทำเช่นนั้น ผมจึงค่อย ๆ เริ่มเกิดความมั่นใจที่จะจัดการกับปัญหาที่ตอนแรกดูเหมือนน่าหวาดหวั่นและอาจจะเป็นไปไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ผมรู้สึกกล้าหาญและเข้มแข็งไม่ว่าสถานการณ์จะน่าเจ็บปวดหรือยากลำบากเพียงใด เมื่อเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ผมก็ทลายกำแพงภายในจิตใจของตัวเองได้สำเร็จ นี่เป็นไปได้เพราะผมเชื่อมเข้ากับพลังชีวิตที่ยิ่งใหญ่ของอาจารย์โทดะผู้ยืนหยัดขึ้นในฐานะผู้นำโพธิสัตว์จากพื้นโลกในสมัยปัจจุบันเพื่อทำภาระหน้าที่ของการเผยแผ่ธรรมไพศาลให้สำเร็จ ผู้ที่เดินบนเส้นทางอาจารย์กับศิษย์แห่งการเผยแผ่ธรรมไพศาลจะไม่มีวันพบทางตัน จากประสบการณ์ของตัวเอง ผมได้ข้อสรุปว่า เมื่อใดที่คุณหลอมรวมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียวกับอาจารย์โดยสมบูรณ์แล้ว พลังอันไร้ขีดจำกัดจะพวยพุ่งออกมา"

ในปีนี้ซึ่งเป็น "ปีแห่งยุวชนและฉลองชัยชนะ" ขอให้พวกเราชูธงแห่งปรัชญาอันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า "จิตใจนั่นเองที่สำคัญ" และปลุกเร้าจิตใจใฝ่หาธรรมให้ลุกโชนเสมอ พร้อมกับเดินหน้าในการต่อสู้อย่างต่อเนื่องเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล

เชิงอรรถ

1. ปฏิวัติมนุษย์-ใหม่ เล่ม 16 บทที่ 1 หัวใจและจิตวิญญาณ ตอนที่ 27 วารสารสู่ความสุข ฉบับธันวาคม พ.ศ. 2563 หน้า 77

— SGT Youth PR · ใบอ่านพุทธธรรม (เพิ่มเติม) · จิตใจนั่นเองที่สำคัญ —
ใบอ่านที่ 5/6 · ที่มา: วารสารสู่ความสุข ฉบับธันวาคม พ.ศ. 2568 · ธรรมนิพนธ์เรื่องนรกคือดินแดนแห่งแสงสว่างและสันติ

สีครามเข้มกว่าคราม

ข้อความธรรมนิพนธ์

ผู้ที่เมื่อได้ฟังคำสอนของสัทธรรมปุณฑริกสูตรแล้วหมั่นเพียรในการศรัทธามากยิ่งขึ้นคือผู้มีจิตใจแสวงหามรรคที่แท้จริง พระเทียนไท้กล่าวไว้ว่า "สีครามเข้มกว่าคราม" ข้อความนี้หมายความว่า หากย้อมบางสิ่งซ้ำ ๆ ในคราม สิ่งนั้นจะเป็นสีฟ้าที่เข้มกว่าใบคราม สัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นดั่งคราม และความเข้มแข็งในการปฏิบัติศรัทธาเป็นดั่งสีฟ้าที่เข้มขึ้น (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาไทย เล่ม 4 หน้า 149) (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาญี่ปุ่น-ใหม่ หน้า 1834) (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 หน้า 457)

อธิบายศัพท์

สีครามเข้มกว่าคราม — เป็นข้อความที่อยู่ใน มหาสมถวิปัสสนา ของพระมหาธรรมาจารย์เทียนไท้ หมายถึง "สีครามมีสีน้ำเงินเข้มมากกว่าใบคราม" ข้อความนี้มาจากถ้อยคำของซุ่นจื่อ นักปรัชญาจีนที่ว่า "สีครามมาจากคราม แต่เมื่อย้อมซ้ำ ๆ จะมีสีเข้มกว่าต้นคราม" ต้นครามเป็นพืชที่ใช้ทำสีย้อมผ้าสีคราม ของเหลวที่คั้นจากต้นครามไม่ได้เป็นสีฟ้าเข้ม สีฟ้านี้จะเข้มขึ้นเมื่อจุ่มผ้าซ้ำ ๆ เพื่อย้อมจนกระทั่งได้สีฟ้าที่เข้มกว่าสีของน้ำที่มาจากต้นคราม ในที่นี้ใช้เปรียบเทียบว่า ยิ่งเพียรพยายามในการปฏิบัติศรัทธาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความศรัทธาจะยิ่งมั่นคง ความสุขและบุญวาสนาจะยิ่งปรากฏออกมา บางครั้งยังใช้ในความหมายของการเติบโตของผู้สืบทอดด้วย

ความเป็นมา

ธรรมนิพนธ์ฉบับนี้เป็นจดหมายที่พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนเมื่อวันที่ 11 เดือน 7 ค.ศ. 1265 (ปีบุนเอที่ 2 หรือ พ.ศ. 1808) ขณะที่ท่านอายุ 44 ปี โดยมอบแก่อุบาสิกาหม้ายอุเอโนะ มารดาของท่านนันโจ โทขิมิจึ ลูกศิษย์ที่หมู่บ้านอุเอโนะ ซึ่งอยู่ทางตอนบนของอำเภอฟูจิ จังหวัดสุรุงะ (ปัจจุบันคือพื้นที่ตอนกลางของจังหวัดชิสุโอกะ)

ท่านนันโจ เฮียวเอะ ชิจิโร สามีของอุบาสิกาหม้ายเสียชีวิตเมื่อเดือนมีนาคมปีเดียวกัน (ค.ศ. 1265 หรือ พ.ศ. 1808) เนื่องจากป่วยหนัก ตอนที่ท่านเฮียวเอะ ชิจิโร เสียชีวิต ท่านนันโจ โทขิมิจึ ลูกชายคนรอง (ซึ่งเป็นผู้สืบสกุลในภายหลัง) มีอายุ 7 ปี และลูกชายคนสุดท้องซึ่งเป็นลูกชายคนที่ 5 ยังอยู่ในครรภ์ของอุบาสิกาหม้ายผู้เป็นมารดา

ในธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินแสดงความเห็นใจต่อความเศร้าโศกของท่านอุบาสิกาที่สูญเสียสามี พร้อมทั้งให้กำลังใจอย่างอบอุ่น และยืนยันชัดเจนว่าท่านเฮียวเอะ ชิจิโร ผู้ดำเนินชีวิตจนถึงที่สุดด้วยความศรัทธาต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรซึ่งสอนเรื่อง "การบรรลุพุทธภาวะในกายนี้" ไม่ว่าเมื่อมีชีวิตอยู่หรือขณะนี้ที่เสียชีวิตแล้วก็เป็น "พระพุทธะทั้งในขณะที่มีชีวิตและในยามที่เสียชีวิต" (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาไทย เล่ม 4 หน้า 148)

ยิ่งไปกว่านั้น ท่านกล่าวอีกว่า ไม่ว่าดินแดนสะอาดบริสุทธิ์หรือนรกอเวจีล้วนอยู่ในจิตใจของตัวเอง ผู้ที่รู้แจ้งเรื่องนี้คือพระพุทธะ ผู้ที่หลงคือปุถุชน

ท่านสอนว่าผู้ที่รับและยืดถือสัทธรรมปุณฑริกสูตรย่อมตระหนักว่า "นรกคือดินแดนแห่งแสงสว่างและสันติ" และเนื่องจากสามีผู้ล่วงลับของอุบาสิกาหม้ายเป็น "ผู้ปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตร" อีกทั้งเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน จึงย่อมได้รับการยกเว้นจากความทุกข์แห่งนรกและบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน

เพื่อส่งเสริมกำลังใจอุบาสิกาหม้ายที่ต่อสู้กับความยากลำบาก พระนิชิเร็นไดโชนินสอนผ่านถ้อยคำ "สีครามเข้มกว่าคราม" ของพระเทียนไท้ว่า ทุกครั้งที่ได้ฟังปรัชญาธรรมของสัทธรรมปุณฑริกสูตร ขอให้ปลุกเร้าจิตใจใฝ่หาธรรมให้ลุกโชนและหมั่นเพียรในการศรัทธาต่อไป

ตอนท้าย ท่านย้ำว่าเนื่องจากท่านเฮียวเอะ ชิจิโร ผู้ล่วงลับเป็นผู้ปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตรย่อมบรรลุพุทธภาวะในกายนี้อย่างแน่นอน ไม่จำเป็นต้องคร่ำครวญแต่อย่างใด

ยิ่งไปกว่านั้น พระนิชิเร็นไดโชนินยังให้กำลังใจอุบาสิกาหม้ายราวกับโอบอุ้มว่า การโศกเศร้าเสียใจก็เป็นธรรมดาของปุถุชน และกระตุ้นให้ทำบุญแผ่ส่วนกุศลแก่สามีผู้ล่วงลับอย่างสุดหัวใจ

สาระสำคัญ — จงบอกเล่าความรู้สึกซาบซึ้งที่ได้ศึกษาพุทธธรรม การปฏิบัติและการศึกษาพุทธธรรมอย่างต่อเนื่องคือรากฐานของชัยชนะในชีวิต

บุคคลแรกในตระกูลนันโจที่เข้าศรัทธาพระนิชิเร็นไดโชนินคือท่านเฮียวเอะ ชิจิโร สามีของอุบาสิกาหม้าย แม้ขณะที่ต่อสู้กับการป่วยหนัก ท่านเฮียวเอะ ชิจิโร ก็ยังศรัทธาธรรมมหัศจรรย์จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตตามคำชี้นำของพระนิชิเร็นไดโชนินและเดินทางไปยังเขาคิชฌกูฏ

ในธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินสอนอย่างชัดเจนถึงแก่นสำคัญของความศรัทธาที่พิชิตความทุกข์ยากแก่อุบาสิกาหม้ายผู้สูญเสียสามีและต้องเลี้ยงดูลูกน้อย

ข้อความธรรมนิพนธ์ก่อนหน้านี้ พระนิชิเร็นไดโชนินชี้ให้เห็นว่า สัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นปรัชญาธรรมแห่ง "การบรรลุพุทธภาวะในกายนี้" และ "นรกคือดินแดนแห่งแสงสว่างและสันติ" ฉะนั้น การบรรลุพุทธภาวะของสามีผู้ล่วงลับจึงเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว และอธิบายว่าผู้ที่ได้ฟังปรัชญาธรรมนี้แล้วยิ่งหมั่นเพียรในการศรัทธามากขึ้นก็คือ "ผู้มีจิตใจแสวงหามรรคที่แท้จริง"

กล่าวคือ ปรัชญาธรรมเหล่านี้สอนว่า สิ่งที่เป็นความหวังสูงสุดซึ่งเรียกว่าโลกพุทธะมีอยู่ในชีวิตของพวกเรา และโดยการสวดท่องธรรมมหัศจรรย์ด้วยความเชื่อมั่นที่ลึกซึ้งในเรื่องนี้ พวกเราจะตีแตกอวิชชาที่ปิดบังโลกพุทธะและทำให้โลกพุทธะปรากฏออกมาในชีวิตได้

พระนิชิเร็นไดโชนินสอนเกี่ยวกับท่าทีจิตใจที่เสริมสร้างความศรัทธาให้ลึกซึ้งมากขึ้น โดยอ้างอิงถ้อยคำ "สีครามเข้มกว่าคราม" ของพระมหาธรรมาจารย์เทียนไท้ ดังเช่นการย้อมผ้าคราม ยิ่งย้อมซ้ำเท่าไร ยิ่งได้สีครามเข้มและสดกว่าสีครามของใบครามที่ใช้ย้อม ดังนั้น หากฟังหลักธรรมแห่งสัทธรรมปุณฑริกสูตรแล้วยิ่งศรัทธาอย่างลึกซึ้งและหมั่นเพียรในการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น โลกพุทธะในชีวิตเราจะยิ่งปรากฏออกมา และทำให้การบรรลุพุทธภาวะในชั่วชีวิตนี้เป็นจริงได้

หลังจากนั้น แม้อุบาสิกาหม้ายถูกพายุแห่งชะตากรรมถาโถมเข้าใส่ เช่น การเสียชีวิตของบุตรชายคนที่ 5 (บุตรชายคนเล็ก) ซึ่งเกิดหลังสามีเสียชีวิต แต่เธอก็ต่อสู้จนถึงที่สุดโดยสลักถ้อยคำส่งเสริมกำลังใจของพระนิชิเร็นไดโชนินไว้ในจิตใจ และเลี้ยงดูท่านนันโจ โทขิมิจึ ให้เติบโตเป็นผู้สืบทอดการเผยแผ่ธรรมไพศาล

อาจารย์อิเคดะกล่าวว่า

"พื้นฐานของการปฏิบัติพุทธธรรมคือ 'สองวิถีแห่งการปฏิบัติและการศึกษา' ในธรรมนิพนธ์กล่าวว่า 'ผู้ที่เมื่อได้ฟังคำสอนของสัทธรรมปุณฑริกสูตรแล้วหมั่นเพียรในการศรัทธามากยิ่งขึ้นคือผู้มีจิตใจแสวงหามรรคที่แท้จริง' (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาไทย เล่ม 4 หน้า 149)

ขอให้สลักความประทับใจจากการเรียนรู้ไว้ในใจ พลางบอกเล่าพุทธธรรมอย่างตรงไปตรงมา ขยายมิตรภาพเป็นวงกว้าง และส่งเสริมกำลังใจเพื่อน ๆ

ระหว่างที่ปฏิบัติเช่นนั้น อาจชนกำแพง กลัดกลุ้ม หรือเป็นทุกข์ ขอจงโหมไฟแห่งจิตใจแสวงหามรรคโดยไม่ย่อท้อให้ลุกโชนยิ่งขึ้น ศึกษาแล้วปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วศึกษา 'การปฏิบัติและการศึกษา' อย่างต่อเนื่องเป็นรากฐานความสำเร็จของมนุษย์"

ขอให้พวกเราเดินหน้าเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลด้วยจิตใจที่จริงจังมากยิ่งขึ้น พลางบอกเล่าความศรัทธาที่ไม่พ่ายแพ้นี้แก่ยุวชนและฝ่ายอนาคตผู้แบกรับยุคสมัยต่อไป

คำชี้นำของอาจารย์อิเคดะ

ในข้อความธรรมนิพนธ์นี้ พระนิชิเร็นไดโชนินสอนให้มีความศรัทธาที่ลึกซึ้งต่อไป ผ่านเรื่อง 'สีครามเข้มกว่าคราม' ความศรัทธาก็เช่นกัน เพราะมีการเพียรพยายามและทุ่มเทในการปฏิบัติพุทธธรรมเพื่อเป้าหมายและปณิธานของตนในทุกวันนี่เอง การอธิษฐานของเราจึงเข้มแข็งยิ่งขึ้น ความศรัทธาของเราจึงลึกซึ้งมากขึ้น

ความหมายของการอ่านธรรมนิพนธ์ด้วยความเคารพก็เช่นเดียวกัน การอ่านธรรมนิพนธ์ด้วยความเคารพซ้ำแล้วซ้ำอีกท่ามกลางการต่อสู้ต่าง ๆ ในชีวิต จึงสามารถสลักพฤติกรรมอันกล้าหาญและเที่ยงธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ของท่านที่มีต่อลูกศิษย์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือความปรารถนาอันแรงกล้าในการเผยแผ่ธรรมมหัศจรรย์ไว้ในชีวิตของเราได้

(จากหนังสือ "ศรัทธา-ปฏิบัติ-ศึกษา" พื้นฐานของความศรัทธา)

ประเด็นสำคัญ

1. เดินหน้าเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลด้วยจิตใจที่จริงจังมากยิ่งขึ้นเสมอ

สิ่งสำคัญคือการศรัทธา-ปฏิบัติ-ศึกษาซ้ำแล้วซ้ำอีก พระนิชิเร็นไดโชนินกระตุ้นลูกศิษย์ว่า ทุกครั้งที่ได้ฟังปรัชญาธรรมของสัทธรรมปุณฑริกสูตร ขอให้ยิ่งหมั่นเพียรในการศรัทธามากขึ้น

"สีครามเข้มกว่าคราม" ที่เป็นถ้อยคำของพระมหาธรรมาจารย์เทียนไท้ พระนิชิเร็นไดโชนินยกมาเปรียบเทียบว่าทุกครั้งที่ได้ฟังปรัชญาธรรมของสัทธรรมปุณฑริกสูตร ขอให้ยิ่งหมั่นเพียรในการบำเพ็ญเพียรมากขึ้น เช่นเดียวกับครามที่ยิ่งย้อมก็ยิ่งให้สีครามเข้มขึ้น พวกเราศรัทธา ปฏิบัติ และศึกษาพุทธธรรมทุก ๆ วัน อาจมีบางครั้งที่ไม่ค่อยรู้สึกถึงบุญกุศลของความศรัทธา หรือเฉื่อยชาลงเรื่อย ๆ แต่การปฏิบัติพุทธธรรมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจะช่วยขัดเกลาตัวเราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

อาจารย์อิเคดะชี้นำว่า "แม้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ไดโมขุที่พวกเราสวดท่องทุกวันจะหล่อหลอมให้เราเติบโตเป็นดั่งต้นไม้ใหญ่ที่เต็มเปี่ยมด้วยความสุขและบุญวาสนา หากท่านปฏิบัติศรัทธาในสมาคมโซคาเป็นเวลา 10 ปี 20 ปี ในที่สุดท่านย่อมมองเห็นความสุขและบุญวาสนาซึ่งเติบโตดั่งต้นไม้ใหญ่อย่างแน่นอน ธรรมมหัศจรรย์คือทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าที่สุดของจักรวาล การสวดไดโมขุทุกวันก็เปรียบเสมือนการสะสมทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าไว้ในชีวิต"

2. การปฏิบัติที่ย้อมชีวิตของเราด้วยโลกพุทธะ

สิ่งสำคัญที่ทำให้ปฏิบัติพุทธธรรมได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอไม่ว่าในสถานการณ์ใดคืออะไร นั่นก็คือ เมื่ออยู่ในสถานการณ์คับขัน ควรกลับไปที่รากฐานสำคัญนั่นเอง

พระนิชิเร็นไดโชนินได้ส่งเสริมกำลังใจอุบาสิกาหม้ายผู้สูญเสียสามี ผ่านข้อความต่าง ๆ ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า เนื่องจากสามีเป็นผู้ปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตรจึงย่อมต้องบรรลุพุทธภาวะในกายนี้ได้โดยปราศจากข้อกังขาอยู่แล้ว

ดังนั้น การได้รู้จักปรัชญาธรรมอันเป็นรากฐานสำคัญที่มีชื่อว่าสัทธรรมปุณฑริกสูตรย่อมทำให้อุบาสิกาหม้ายเชื่อมั่นว่าสามีของเธอต้องบรรลุพุทธภาวะอย่างแน่นอน พวกเราก็เช่นกัน ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี่เอง การย้อนกลับไปสู่ธรรมนิพนธ์และคำชี้นำของสมาคมฯ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของพวกเราจะช่วยให้มองสิ่งต่าง ๆ จากสายตาของพุทธธรรมได้ และกระตุ้นให้เราเอาชนะความยากลำบากด้วยความศรัทธา

อาจารย์อิเคดะกล่าวว่า "ยิ่งมีการศึกษาธรรม ไม่เพียงแต่จะยิ่งเรียนรู้ลึกซึ้งขึ้น แต่ความศรัทธาและการปฏิบัติก็จะลึกซึ้งขึ้นด้วย เมื่อบากบั่นอย่างจริงใจในการศรัทธาโดยก้าวไปข้างหน้าและพัฒนาตนเองอยู่เสมอก็จะมีสภาพชีวิตอิสรเสรีไร้ขีดจำกัดในฐานะ 'ผู้มีจิตใจแสวงหามรรคที่แท้จริง' (ธรรมนิพนธ์ฉบับภาษาไทย เล่ม 4 หน้า 149)

นี่ยังเป็นจุดประสงค์ของกิจกรรมของสมาคมโซคาด้วย

เมื่อรับมือกับปัญหาและความยากลำบาก บางครั้งอาจรู้สึกหนักใจจนไม่อยากเข้าร่วมประชุมของสมาคมฯ แต่เวลานั้นเองที่ชีวิตของเราจะมีพลังขึ้นมาได้โดยพยายามเข้าร่วมการชุมนุมเหล่านี้ของพระพุทธะ ศึกษาคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนิน และรับฟังประสบการณ์การปฏิบัติพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินจากผู้อื่น นี่คือวิธีขัดเกลาความศรัทธา แผ่ขยายสภาพชีวิต และเริ่มต้นอีกครั้งด้วยหัวใจที่เบิกบานและมีพลังชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่"

ขอให้พวกเราให้ความสำคัญกับหลักพื้นฐานของศรัทธา-ปฏิบัติ-ศึกษา และปฏิบัติพุทธธรรมทุกวันอย่างต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยจิตวิญญาณแห่ง "สีครามเข้มกว่าคราม"

— SGT Youth PR · ใบอ่านพุทธธรรม (เพิ่มเติม) · สีครามเข้มกว่าคราม —
ใบอ่านที่ 6/6 · ที่มา: วารสารสร้างคุณค่า ฉบับมิถุนายน พ.ศ. 2532 · ธรรมนิพนธ์เรื่องจดหมายตอบท่านเฮียวเอะโนะซาคัน

อุปสรรค 3 มาร 4

ข้อความธรรมนิพนธ์

อย่ามีจิตใจกลัวแม้แต่น้อย แม้ว่าจะเชื่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรมาตั้งแต่อดีตกาลอันยาวนานก็ตาม แต่ไม่บรรลุพุทธภาวะนั้นก็เนื่องมาจากเหตุนี้ น้ำขึ้นน้ำลงก็ดี พระจันทร์ข้างขึ้นพระจันทร์ข้างแรมก็ดี สภาวะของฤดูร้อนก็ดี ฤดูใบไม้ร่วงก็ดี ฤดูหนาวก็ดี ฤดูใบไม้ผลิก็ดี เรื่องความผิดแผกแตกต่างกันนั้น จะต้องมีอย่างแน่นอน การที่ปุถุชนจะเป็นพุทธก็เช่นเดียวกัน สิ่งขัดขวางที่เรียกว่าอุปสรรค 3 มาร 4 จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คนฉลาดจะดีใจ คนโง่เขลาจะท้อถอยไป

ขยายความ

ในการศรัทธาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีความยากลำบากเกิดขึ้นก็ตาม อย่ามีจิตใจที่หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย พวกเรามนุษย์ปุถุชนแม้ว่าจะเชื่อถือในสัทธรรมปุณฑริกสูตรมาตั้งแต่อดีตกาลอันยาวนานแล้วก็ตาม แต่ที่ไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะได้นั้น ก็เพราะจิตใจที่หวาดกลัวทำให้เกิดจิตหวั่นไหวขึ้นนั่นเอง

เวลาที่น้ำทะเลขึ้นน้ำทะเลลงก็ดี เวลาข้างขึ้นข้างแรมก็ดี หรือในช่วงต่อของการเปลี่ยนแปลงระหว่างฤดูร้อนกับฤดูใบไม้ร่วง ระหว่างฤดูหนาวกับฤดูใบไม้ผลิก็ดี ล้วนจะต้องมีสิ่งที่ผิดแผกไปจากที่เคยเป็นมา เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน เช่นเดียวกัน เวลาที่ปุถุชนจะเป็นพุทธ ภัยพิบัติที่เรียกว่าอุปสรรค 3 มาร 4 จะต้องปรากฏออกมาอย่างแน่นอน แต่ในเวลาดังกล่าว คนฉลาดจะดีใจ ส่วนคนโง่เขลาจะท้อถอยไป

ความเป็นมาของธรรมนิพนธ์

ธรรมนิพนธ์ฉบับนี้เป็นจดหมายที่พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนขึ้นที่เขามิโนบุ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 1818 (ค.ศ. 1275) ในขณะนั้นพระนิชิเร็นไดโชนินอายุ 54 ปี แต่บางกระแสกล่าวว่าท่านเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 1820 (ค.ศ. 1277) ท่านได้เขียนมอบให้กับท่านเฮียวเอะโนะซาคัน มุเนนางะ ผู้เป็นน้องชายของพี่น้องอิเคงามิ และเนื่องจากท่านอุเอมนโนะซาคัน มุเนนาขะผู้เป็นพี่ชาย ได้เผชิญกับอุปสรรคถูกท่านยาซูมิจึผู้เป็นบิดาตัดออกจากกองมรดกเพราะมาศรัทธา พระนิชิเร็นไดโชนินจึงสอนว่า เมื่อมีอุปสรรค 3 มาร 4 เกิดขึ้นเช่นนั้น ควรจะดีใจและถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เปลี่ยนอดีตกรรมชั่วของตน และบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตนี้ได้ ดังนั้น ธรรมนิพนธ์ฉบับนี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าธรรมนิพนธ์เรื่องอุปสรรค 3 มาร 4

พี่น้องอิเคงามิเป็นบุตรของท่านซาเอมนโนะทายู่ ยาซูมิจึ ซึ่งทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเคหะของรัฐบาลสมัยคามาคูระ พี่น้องทั้งสองได้เข้ามาศรัทธาในราวปี พ.ศ. 1799 (ค.ศ. 1256) อย่างไรก็ตาม พอศรัทธามาได้เกือบ 20 ปี คือในปี พ.ศ. 1818 (ค.ศ. 1275) ท่านยาซูมิจึผู้เป็นบิดา ซึ่งมีความเคารพยกย่องพระสงฆ์เรียวคันแห่งวัดโงคุระคุจิ ได้ตัดท่านมุเนนาขะออกจากกองมรดก ด้วยสาเหตุที่มาศรัทธาในธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน การตัดออกจากกองมรดกในสมัยนั้นไม่เพียงแต่จะเป็นการตัดสิทธิ์ในการสืบทอดมรดกเท่านั้น แต่ยังเป็นการลิดรอนหลักประกันทางเศรษฐกิจอีกด้วย

ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เอง พระนิชิเร็นไดโชนินได้เขียนธรรมนิพนธ์เรื่องพี่น้องมอบให้ ซึ่งเบื้องหลังการถูกบีบบังคับให้เลิกศรัทธา ถึงขั้นที่ท่านยาซูมิจึตัดท่านมุเนนาขะออกจากกองมรดกนั้น ก็เนื่องด้วยกลอุบายของพระสงฆ์เรียวคันแห่งวัดโงคุระคุจิ

การตัดท่านมุเนนาขะออกจากกองมรดกนี้ แม้ในปีต่อมาจะได้รับการยกโทษ คือปี พ.ศ. 1819 (ค.ศ. 1276) ก็ตาม แต่แล้วเขาก็ถูกตัดออกกองมรดกอีกครั้งหนึ่งในปีถัดมา คือปี พ.ศ. 1820 (ค.ศ. 1277) ดังนั้น จึงสันนิษฐานว่า ธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ได้เขียนขึ้นในช่วงของการถูกตัดออกจากกองมรดกครั้งที่ 2 นี่เอง

จากการได้รับกำลังใจและการเอาใจใส่อย่างจริงจังตลอดมาของพระนิชิเร็นไดโชนิน พี่น้องอิเคงามิจึงสามารถเอาชนะอุปสรรคมารได้ และในที่สุด หลังจากถูกตัดออกจากกองมรดกในครั้งแรกเป็นเวลา 3 ปี คือในปี พ.ศ. 1821 (ค.ศ. 1278) ท่านยาซูมิจึผู้เป็นบิดาก็ได้เข้ามาศรัทธาด้วย

สาระสำคัญ — หนึ่งขณะจิตที่ไม่ท้อถอยในความทุกข์ยากลำบาก ทำให้สภาพชีวิตเปิดกว้าง

อย่ามีจิตใจกลัวแม้แต่น้อย แม้ว่าจะเชื่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรมาตั้งแต่อดีตกาลอันยาวนานก็ตาม แต่ไม่บรรลุพุทธภาวะนั้นก็เนื่องมาจากเหตุนี้

ธรรมนิพนธ์ฉบับนี้เป็นจดหมายที่มอบให้แก่ท่านมุเนนางะผู้เป็นน้องชายของครอบครัวอิเคงามิ ในขณะที่ท่านมุเนนาขะผู้เป็นพี่ชายได้ถูกท่านยาซูมิจึผู้เป็นบิดาตัดออกจากกองมรดกครั้งที่สอง

ท่านยาซูมิจึผู้เป็นบิดาซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเคหะของรัฐบาลทหาร ได้รับการยุยงส่งเสริมจากพระสงฆ์เรียวคันแห่งวัดโงคุระคุจิ จึงตัดผู้เป็นพี่ชายออกจากกองมรดกอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะให้ทั้งสองพี่น้องล้มเลิกการศรัทธาเสียทั้ง ๆ ที่เคยยกโทษมาแล้วครั้งหนึ่งก็ตาม การกระทำเช่นนี้ก็เพราะว่า หากพี่ชายถูกตัดออกจากกองมรดกแล้ว ท่านมุเนนางะก็จะต้องเป็นผู้สืบทอดมรดกของครอบครัวอิเคงามิแทนพี่ชาย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหรือที่ดินสิ่งอื่น ๆ ของท่านยาซูมิจึผู้เป็นบิดา จะตกเป็นของท่านมุเนนางะทั้งหมด สิ่งนี้จึงอาจเป็นสิ่งล่อใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับท่านมุเนนางะก็ว่าได้

พระนิชิเร็นไดโชนินมีความห่วงใยในเรื่องความศรัทธาของท่านมุเนนางะมาก เกรงว่าจะหวั่นไหวไป จึงได้ตักเตือนอย่างเข้มงวดอยู่ในธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ว่า การที่ไม่ได้คล้อยตามแต่กลับพยายามอธิบายให้คุณพ่อคุณแม่ซึ่งต่อต้านไม่เห็นด้วยในสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้น เป็นการแสดงความกตัญญูที่แท้จริง แต่ถ้าหากละทิ้งความศรัทธาเพียงเพื่อมุ่งหวังในที่ดินหรือตำแหน่งซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อย และตกไปสู่นรกแล้ว ตัวเองก็จะไม่มีคุณค่าอะไรเลย

สำหรับข้อความส่วนที่จะศึกษานี้ เป็นข้อความที่สอนถึงท่าทีของความศรัทธา เพื่อให้สามารถจะก้าวข้ามความทุกข์ยากลำบากได้ ซึ่งพระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวไว้ว่า จะต้องไม่มีจิตใจที่หวาดกลัวต่อความทุกข์ยากลำบากแม้แต่น้อย การที่ได้เคยเชื่อถือต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรในช่วงของการเวียนว่ายตายเกิดตั้งแต่อดีตกาลอันยาวนาน และยังไม่สามารถจะบรรลุเป็นพุทธได้จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ก็เพราะว่าเมื่อพบกับความยากลำบากแล้ว ก็จะมีความหวาดกลัวและถอยศรัทธาไปนั่นเอง

ดังนั้น ไม่ว่าจะพบกับความทุกข์ยากลำบากหรือถูกขู่เข็ญทำร้ายใด ๆ ก็ตาม การศรัทธาต่อธรรมมหัศจรรย์อย่างต่อเนื่องไปจนถึงที่สุดโดยไม่มีความหวาดกลัวนั้น เป็นหนทางที่จะนำไปสู่การบรรลุพุทธภาวะได้ และเป็นความกตัญญูที่แท้จริง

จงเปลี่ยนพายุแห่งอุปสรรค 3 มาร 4 ให้เป็นกระแสลมที่พัดหนุนนำไปสู่การบรรลุพุทธภาวะ

น้ำขึ้นน้ำลงก็ดี พระจันทร์ข้างขึ้นพระจันทร์ข้างแรมก็ดี สภาวะของฤดูร้อนก็ดี ฤดูใบไม้ร่วงก็ดี ฤดูหนาวก็ดี ฤดูใบไม้ผลิก็ดี เรื่องความผิดแผกแตกต่างกันนั้น จะต้องมีอย่างแน่นอน การที่ปุถุชนจะเป็นพุทธก็เช่นเดียวกัน สิ่งขัดขวางที่เรียกว่าอุปสรรค 3 มาร 4 จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คนฉลาดจะดีใจ คนโง่เขลาจะท้อถอยไป

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า ในเวลาที่น้ำทะเลจะขึ้นจะลงก็ดี พระจันทร์จะเป็นข้างขึ้นข้างแรมก็ดี หรือในช่วงต่อของฤดู เช่น ระหว่างฤดูร้อนต่อกับฤดูใบไม้ร่วง หรือระหว่างฤดูหนาวต่อกับฤดูใบไม้ผลิก็ดี จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีสิ่งเปลี่ยนแปลงปรากฏให้เห็นอย่างแน่นอน ในการบำเพ็ญพุทธมรรคก็เช่นเดียวกัน เวลาที่ปุถุชนจะเป็นพุทธนั้น จะต้องมีอุปสรรคมารที่เรียกว่า อุปสรรค 3 มาร 4 ปรากฏออกมาให้เห็นแน่นอน และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นมาแล้ว คนฉลาดจะดีใจ เพราะรู้ว่าสามารถจะบรรลุพุทธภาวะได้ และจะพยายามปฏิบัติศรัทธามากยิ่งขึ้น ส่วนคนโง่เขลาจะมีจิตใจหวาดกลัวและถอยศรัทธาไป

กล่าวคือ สำหรับทางด้านการบำเพ็ญพุทธมรรคแล้ว การที่มีอุปสรรค 3 มาร 4 ปรากฏออกมา หรือมีความยากลำบากเกิดขึ้นนั้น ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการที่จะเปลี่ยนบาปกรรมในอดีตที่หนักให้ได้รับโดยเบา และจะสามารถก้าวหน้าไปสู่สภาพชีวิตของการบรรลุพุทธภาวะได้ ดังนั้น ผู้ที่เข้าใจหลักเหตุผลของพุทธธรรมดังกล่าว (หมายถึงผู้ฉลาด) เมื่อมีอุปสรรค 3 มาร 4 ปรากฏออกมา ก็จะพยายามปฏิบัติศรัทธามากยิ่งขึ้นด้วยความรู้สึกดีใจ ทำให้สามารถเปิดสภาพชีวิตให้สูงขึ้นและกว้างออกไปได้ ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจในพุทธธรรมหรือมีความศรัทธาอ่อนแอ (หมายถึงผู้โง่เขลา) เมื่อมีอุปสรรค 3 มาร 4 เกิดขึ้น หรือความยากลำบากหลั่งไหลมา ความน่ากลัวของสิ่งดังกล่าวจะทำให้เขาละทิ้งความศรัทธาไป การบรรลุพุทธภาวะที่อุตส่าห์ปฏิบัติมาก็พลอยเสียโอกาสไปด้วย และชีวิตก็จะตกไปสู่ความทุกข์

ดังนั้น ขอให้พวกเราสลักไว้ในจิตใจในทฤษฎีธรรมที่ว่า หากยืนหยัดอยู่บนความศรัทธาที่เข้มแข็งยิ่ง ๆ ขึ้นแล้ว เมื่อพบกับความทุกข์ยากลำบาก แม้จะเป็นพายุแห่งอุปสรรค 3 มาร 4 ก็สามารถจะทำให้กลับกลายเป็น "กระแสลมที่พัดหนุนนำ" ไปสู่การบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้ และเป็นการเผยแผ่ธรรมที่แท้จริง

อธิบายศัพท์

ปุถุชน — หมายถึงคนสามัญธรรมดาที่โง่เขลา หรือผู้คนที่ถูกผูกมัดด้วยกิเลส กรรม และความทุกข์ ซึ่งมีชีวิตเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกแห่งความโลภโกรธหลง (6 โลก)

อดีตกาลอันยาวนาน — หมายถึงอดีตกาลที่ไกลมาก เป็นการชี้ถึงกาลเวลาที่ผ่านมาไม่รู้กี่ชั่วกัปป์ ซึ่งไม่ใช่ช่วงเวลาเฉพาะชาตินี้เท่านั้น

ท่าน (อุ) เอมนโนะซาคัน และท่านเฮียวเอะโนะซาคัน — เป็นชื่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการของท่านมุเนนาขะและท่านมุเนนางะของพี่น้องอิเคงามิ ในสังคมของข้าราชการสมัยนั้น นิยมเรียกชื่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการแทนชื่อตัวจนเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงเรียกท่านยาซูมิจึผู้เป็นบิดาของพี่น้องอิเคงามิว่า "ท่านซาเอมนโนะทายู่" ตามประเพณีนิยม

ท่านซาเอมนโนะทายู่ ยาซูมิจึ ผู้เป็นบิดาของพี่น้องอิเคงามินั้น มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเคหะ ซึ่งเป็นตำแหน่งหน้าที่สำคัญของรัฐบาลสมัยคามาคูระ มีความเชื่อในนิกายสุขาวดีและให้ความเคารพเชื่อถือในพระสงฆ์เรียวคันแห่งวัดโงคุระคุจิของนิกายริจึ ท่านได้ตัดบุตรชายคนโตคือท่านมุเนนาขะออกจากกองมรดกเนื่องจากความเกี่ยวโยงเรื่องความศรัทธา ครั้งแรกในปี พ.ศ. 1818 (ค.ศ. 1275) คือ หลังจากที่สองพี่น้องได้ศรัทธามาประมาณ 20 ปี และครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 1820 (ค.ศ. 1277)

พระนิชิเร็นไดโชนินรู้แจ้งชัดถึงเบื้องหลังของการตัดออกจากกองมรดกว่า เป็นกลอุบายของพระสงฆ์เรียวคันแห่งวัดโงคุระคุจิ จึงได้กล่าวไว้ในธรรมนิพนธ์ว่า "เนื่องจากพญามารมาในรูปของสงฆ์ เช่น พระสงฆ์เรียวคัน เป็นต้น ได้หลอกลวงท่านซาเอมนโนะทายู่ผู้เป็นบิดา...." พระสงฆ์เรียวคันแห่งวัดโงคุระคุจิได้ถือโอกาสวางแผนทำอุบายทำร้ายศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินที่อาศัยอยู่ในเมืองคามาคูระ ในขณะที่พระนิชิเร็นไดโชนินเข้าไปพำนักอยู่ที่เขามิโนบุ และในช่วงเวลานั้นเองท่านชิโจคิงโงะก็กำลังได้รับการบีฑาธรรมอยู่ด้วยเช่นกัน

สันนิษฐานกันว่า พระนิชิเร็นไดโชนินได้เขียนธรรมนิพนธ์เรื่องพี่น้องให้ในปี พ.ศ. 1818 (ค.ศ. 1275) และได้เขียนธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ให้ในช่วงเวลาของการตัดออกจากกองมรดกครั้งที่ 2 ซึ่งไม่นานต่อมาในปี พ.ศ. 1821 (ค.ศ. 1278) ท่านยาซูมิจึก็ได้ยกโทษให้ และยังได้เข้ามาปฏิบัติเป็นผู้นับถือศรัทธาในธรรมมหัศจรรย์อีกด้วย จากนั้นภายหลังที่ท่านยาซูมิจึได้เสียชีวิตในปีต่อมา สองพี่น้องก็ได้รับธรรมนิพนธ์เรื่องบุตรกตัญญูจากพระนิชิเร็นไดโชนิน

อุปสรรค 3 มาร 4 — เป็นอุปสรรค 3 ชนิด และมาร 4 ชนิดที่ขัดขวางการบำเพ็ญพุทธมรรคมีกล่าวสอนอยู่ในนิพพานสูตรม้วนที่ 11 บทที่ 6 ว่าด้วยการปรากฏออกมาของโรคภัยไข้เจ็บ และยังมีอธิบายอยู่ในมหาปรัชญาปารมิตาศาสตร์ของพระนาคารชุน กับในมหาสมถวิปัสสนาของพระมหาธรรมาจารย์เทียนไท้ด้วย พระนิชิเร็นไดโชนินได้ยกข้อความในมหาสมถวิปัสสนาม้วนที่ 5 มากล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์เรื่องพี่น้องว่า "หากพยายามปฏิบัติและเข้าใจแล้ว อุปสรรค 3 มาร 4 หลากหลายจะคละเคล้าแย่งกันเกิดขึ้น ในระหว่างนั้นไม่ควรจะคล้อยตามไม่ควรจะหวาดกลัว"

อุปสรรค 3 ได้แก่ 1. กิเลสอุปสรรค 2. กรรมอุปสรรค 3. โทษอุปสรรค คำว่า "อุปสรรค" นั้น ในมหาสมถวิปัสสนาม้วนที่ 5 มีกล่าวไว้ว่า "เพราะขัดขวางการปฏิบัติวิปัสสนา.......... กีดกั้นมรรคแห่งโพธิญาณ..... จึงให้ชื่อว่าอุปสรรค"

(1) กิเลสอุปสรรค หมายถึงสิ่งที่เป็นอุปสรรคหรือสิ่งล่อใจที่ขัดขวางความศรัทธา โดยปลุกกิเลสแห่งความโลภ ความโกรธ และความหลงต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ดังมีกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า "เป็นสิ่งที่กีดขวางอันเกิดจากความโลภ ความโกรธ และความหลง เป็นต้น"

(2) กรรมอุปสรรค หมายถึงสิ่งกีดขวางอันเนื่องมาจากภรรยาและบุตร ฯลฯ ดังที่มีกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า "เป็นสิ่งกีดขวางอันเกิดจากภรรยาและบุตร เป็นต้น"

(3) โทษอุปสรรค หมายถึงอุปสรรคที่เกิดจากผลตอบสนองจากหนทางแห่งอบายภูมิ 3 เป็นต้น ดังที่มีกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า "เป็นสิ่งกีดขวางอันเกิดจากผู้ปกครองบ้านเมือง บิดามารดาเป็นต้น"

มาร 4 ได้แก่ 1. ขันธมาร 2. กิเลสมาร 3. มรณมาร 4. พญามาร คำว่า "มาร" ซึ่งแปลว่า "ผู้เก่งกาจในการคร่าชีวิต" นั้น เป็นการกระทำที่ทำลายพลังชีวิตโดยทำให้จิตใจมีความสับสนวิตกกังวล เป็นการกระทำที่ขัดขวางความศรัทธาโดยเกาะกุมอาศัยอยู่ภายในชีวิตของพวกเรา

(1) ขันธมาร เป็นมารที่ขัดขวางความศรัทธา โดยทำให้ความสอดคล้องของขันธ์ 5 ซึ่งได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ประกอบเป็นร่างกายและใจ สับสนไม่ปกติ จึงเรียกว่ามารแห่งความเจ็บป่วยก็มี

(2) กิเลสมาร เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความสงสัยในการศรัทธาอันเนื่องมาจากกิเลส หรือความหลงในตัวเอง

(3) มรณมาร เป็นสิ่งขัดขวางการบำเพ็ญพุทธมรรคอันเนื่องมาจากการเสียชีวิตที่คาดไม่ถึง

(4) พญามาร เป็นคำย่อมาจากคำว่า "พญามารผู้มีอำนาจควบคุมผู้อื่นให้ทำตามความพอใจของตน" เป็นการขัดขวางอันเกิดจากการกระทำของพญามารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6 ซึ่งเป็นราชาแห่งสวรรค์ผู้มีอำนาจควบคุมผู้อื่นให้ทำตามความพอใจของตน เป็นมารที่น่ากลัวที่สุด และเป็นต้นกำเนิดของอุปสรรคมารทั้งหมด รวมทั้งการถูกกดขี่ทำร้ายจากผู้มีอำนาจด้วย

ในธรรมนิพนธ์เรื่องท่านมิซาวะ ได้กล่าวไว้ว่า "ในเวลาที่จะเป็นพุทธนั้น สิ่งที่เรียกว่าอุปสรรค 3 มาร 4 ที่เป็นเรื่องใหญ่ 7 ชนิดก็จะปรากฏออกมา เหมือนดังมีเงาก็ต้องมีร่างกาย เหมือนดังมีเมฆก็ต้องมีฝนแน่นอน" และยังได้สอนว่า พื้นฐานสำคัญของการบรรลุพุทธภาวะนั้นก็คือ จะต้องไม่พ่ายแพ้ต่ออุปสรรคมาร

— SGT Youth PR · ใบอ่านพุทธธรรม (เพิ่มเติม) · อุปสรรค 3 มาร 4 —
SGT Youth PR · ใบอ่านพุทธธรรม (เพิ่มเติม) — ที่มาระบุไว้หัวแต่ละหัวข้อ